|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 34 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ตีสองครึ่งกระผม/อาตมภาพก็ต้องปลุกพลขับ เพื่อเดินทางไปยังวัดไร่ขิง (พระอารามหลวง) ร่วมเป็นกำลังใจให้กับทั้งผู้บริหาร พระวิทยากร ตลอดจนกระทั่งพระภิกษุสามเณร ผู้เข้าอบรมบาลีก่อนสอบประจำปี ๒๕๖๙ ของคณะสงฆ์ภาค ๑๔ ซึ่งมีพิธีเปิดการอบรมไปในช่วงเย็นเมื่อวานนี้ โดยที่มีพระสังฆาธิการมาร่วมงานได้น้อยมาก เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่ก็ติดงานบำเพ็ญกุศล ๑๐๐ วัน ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เมื่อมาถึงก็ได้เข้าร่วมทำวัตรเช้ากับบรรดาท่านทั้งหลาย ที่มาเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ ซึ่งก็เหมือนเดิมคือว่า มีผู้ที่เข้ามาร่วมทำวัตรเช้าและเจริญพระกรรมฐานกันไม่มากนัก คำว่า "ไม่มากนัก" ในที่นี้ก็คือประมาณ ๒ ใน ๓ ส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือน่าจะยังไม่เห็นคุณค่าของการสวดมนต์ทำวัตร หรือเจริญพระกรรมฐาน ถึงได้ปล่อยโอกาสอันดีของตนเองทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ แบบนี้ กระผม/อาตมภาพได้บอกกล่าวกับท่านเจ้าคุณอาจารย์สุวิทย์ - พระศรีวิสุทธิวงศ์, ดร. (สุวิทย์ ปวิชฺชญฺญู ป.ธ. ๙) ซึ่งท่านเป็นครูบาอาจารย์สอนกระผม/อาตมภาพมา ตั้งแต่สมัยยังเรียนปริญญาตรี ตอนนี้อยู่ในตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐมแล้ว แต่ท่านเจ้าคุณอาจารย์ก็ยังมีปฏิปทาในการสวดมนต์ทำวัตร เจริญพระกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ โดยได้เรียนท่านเจ้าคุณว่า "ผมเองอายุประมาณ ๒ ขวบเศษ โยมพ่อก็อุ้มหลับคอพับคออ่อน สวดมนต์อยู่ทุกเย็น ด้วยความที่หูได้ยินแล้วจิตเกิดสมาธิ เมื่อเรียนหนังสือจึงเรียนเก่งมาก ยึดตำแหน่งที่ ๑ มาตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้" ท่านเจ้าคุณอาจารย์ปรารภในลักษณะที่ว่า "บุคคลที่ไม่เห็นคุณค่า หรือว่าบารมีไม่ถึง ก็มักจะหาทางเลี่ยงหลบ เพราะเห็นว่าไม่ตรงกับจริตของตน ส่วนบุคคลที่ตั้งหน้าตั้งตาสวดมนต์ทำวัตร เจริญพระกรรมฐาน ไม่เพียงแต่ครูบาอาจารย์จะรักเท่านั้น เทวดาก็นิยม พรหมก็สรรเสริญ มีสิ่งหนึ่งประการใดที่ท่านจะช่วยเหลือได้โดยไม่เกินวิสัย เทวดาพรหมท่านก็ช่วยผลักช่วยดัน ดังนั้น..ท่านที่มีวิสัยในการสวดมนต์ทำวัตร เจริญพระกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอนั้น มักจะมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือว่าทางธรรม"
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:45 |
| สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
กระผม/อาตมภาพยังนึกไปถึงลูกสาวสามคน (กล้วยไม่ - ฟ้ามุ่ย - ฟองฝน) ที่รับเอาไว้ในสมัยยังอยู่ที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ในสามคนนี้ คนเล็กเพิ่งจะเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๑ คนกลางอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๓ คนพี่โตสุดอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๔ เที่ยวกันหัวหกก้นขวิดอยู่ตามผับตามบาร์ทุกคืน..! โดยที่แม่บอกกับลูกแบบเปิดกว้างสุด ๆ ว่า "จะหัวหกก้นขวิดขนาดไหนก็ไม่เป็นไร แต่พวกแกต้องระวัง อย่าให้ท้องกลับมาก็พอ..!"
กระผม/อาตมภาพนั้นเมื่อทำหน้าที่เวรยามตอนค่ำคืน ก็ต้องมีวิทยุสื่อสารประจำตัว คราวนี้วิทยุนั้นเมื่อเปิดไปเจอช่องที่มีบุคคลใช้อยู่ ก็จะหยุดชั่วขณะหนึ่ง ถ้าหากว่าเราไม่สนใจ เครื่องก็จะสแกนคลื่นต่อไป ในเมื่อไปเจอเสียงคุยของเด็ก ๆ เหล่านี้เข้า กระผม/อาตมภาพพอทราบว่าบ้านเขาอยู่แค่อำเภอมโนรมย์ ห่างจากวัดท่าซุงแค่ไม่กี่กิโลเมตรนี่เอง จึงได้ "แทร็ก" เข้าไปหา เมื่อคุยกัน อีกฝ่ายหนึ่งก็นึกว่ากระผม/อาตมภาพเป็นนักเที่ยวเหมือนกัน เนื่องเพราะว่าไม่ว่าจะเอ่ยถึงผับไหน บาร์ไหน ก็สามารถบรรยายได้ถูกต้องว่ามีลักษณะอย่างไร ? มีอะไรเป็นที่สนุกสนานบ้าง เมื่อเริ่มคุ้นเคย สนิทสนมเขาก็ "ขอ ว.๕" ก็คือขอพบหน้า กระผม/อาตมภาพบอกว่า "บ้านอยู่ห่างจากท่าน้ำมโนรมย์ ๔ กิโลเมตร มาถึงแล้วอยู่ซ้ายมือ รั้วเหลืองใหญ่ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร" อีกฝ่ายหนึ่งมาถึงแล้วก็ตกใจ เนื่องเพราะว่าขี่รถผ่านอยู่เกือบทุกวัน แต่ไม่ได้สังเกตว่าวัดท่าซุงนั้น กำแพงเป็นสีเหลืองยาวเป็นกิโลเมตรจริง ๆ..! ครั้นเจอหน้ากัน อีกฝ่ายหนึ่งสอบถาม กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่าได้เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ก็คือมโนมยิทธิ ซึ่งถ้าหากว่าใครตั้งใจเรียนแล้ว ก็จะเรียนหนังสือเก่งกันทุกคน เชื่อว่าพวกเราคงจะเที่ยวกันจนเบื่อแล้ว ควรที่จะหาสิ่งหนึ่งประการใดมาทำ เพื่อให้เป็นที่ภูมิใจของพ่อแม่บ้าง เด็ก ๆ ทั้งหลายก็บอกว่า "หลวงลุงช่วยสอนให้หน่อย" เหตุที่เขาเรียกว่า "หลวงลุง" เพราะว่ากระผม/อาตมภาพอายุมากกว่าพ่อเขา ๒ ปี ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงต้องจับมาหัดตั้งแต่อานาปานสติเบื้องต้น เด็ก ๆ ทั้งหลายรู้สึกทุกข์ทรมานมาก เนื่องเพราะว่าสภาพจิตไม่สงบ จึงต้องใช้วิธีดุและบังคับให้ทำเป็นเวลา แต่ว่าเมื่อถึงเวลากลับไปเรียนแล้ว กลายเป็นว่าผลการเรียนที่ "คาบเส้นต่องแต่ง" ตอนนี้กระโดดขึ้นมาเป็นเกรด ๒ กว่า ๓ กว่ากันหมด ทำเอาพ่อแม่ดีอกดีใจ ท้ายสุดทั้งพ่อทั้งแม่ก็เลยเข้าวัดมาด้วย แล้วก็จับเจ้า ๓ คนมายัดเยียดให้เป็นลูกของ "หลวงลุง" อย่างที่เขาเรียกกัน ข้างบ้านซึ่งเป็นเขยพี่เขยน้องกัน เนื่องเพราะว่าแต่งงานกับครอบครัวเดียวกัน ก็คือคนหนึ่งแต่งกับพี่สาว คนหนึ่งแต่งกับน้องสาว จึงจับเอาลูกอีก ๓ คน (ลูกบอมบ์ - ลูกแบด - ลูกกวาด) มายัดเยียดให้ด้วย กลายเป็นว่ากระผม/อาตมภาพมีลูกสาววัยรุ่นรวดเดียว ๖ คน เล่นเอาเกือบจะหัวหงอกตั้งแต่ตอนนั้น..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เผือกน้อย : เมื่อวานนี้ เมื่อ 08:49 |
| สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
เพียงแต่ว่าเด็ก ๆ ทุกคนนั้นถือว่าเป็นความลับที่จะไม่บอกกับใคร แม้ว่ายังไปเที่ยวหัวหกก้นขวิดกันอยู่ ก็เริ่มมีขอบเขต "หลวงลุง" บอกว่าต้องกลับบ้านไม่ให้เกิน ๔ ทุ่ม ก็กลับบ้านไม่ให้เกิน ๔ ทุ่ม เช้ามืดตื่นขึ้นมาต้องเจริญภาวนาอย่างน้อย ๓๐ นาทีก็พยายามทำตาม แล้วในที่สุดก็สอบเข้าเรียนระดับปริญญาตรีกันได้ทุกคน ประสบความสำเร็จให้พ่อแม่พี่น้องได้ชื่นใจกันตาม ๆ กัน
กระผม/อาตมภาพจึงขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่า ในเรื่องของสมาธิภาวนานั้น ไม่ใช่ว่าตัวกระผม/อาตมภาพมี "ของเก่า" แล้วจะเรียนหนังสือเก่ง หากแต่ว่าเด็ก ๆ ที่ "ไม่เป็นโล้เป็นพาย" มีโอกาสที่จะเสียผู้เสียคน อาจจะถึงขนาดจบลงที่คุกตาราง ก็กลายเป็นว่าทิ้งในสิ่งที่ยั่วยวนใจของวัยรุ่นทั้งหมดได้ เนื่องเพราะว่าทำสมาธิแล้วสภาพจิตเข้มแข็งพอ..! ในเมื่อตั้งใจว่าจะหันมาเอาดีให้พ่อแม่ชื่นใจ ก็มีกำลังในการที่จะหักห้ามตัวเองไม่ไหลตามเพื่อนไป จนกระทั่งท้ายสุดก็กลายเป็นเด็กประหลาด ก็คือเที่ยวหัวหกก้นขวิด แต่ว่าเรียนหนังสือเก่งกันทุกคน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า สมาธิภาวนานั้น ไม่ว่าบุคคลจะมีของเก่ามาก มีของเก่าน้อย หรือว่าไม่มีเลย ถ้าหากว่าตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ก็จะประสบความสำเร็จ อย่างน้อย ๆ ก็เรียนหนังสือเก่งกันทุกคน ดังนั้น..กระผม/อาตมภาพจึงเสียดายแทนพระภิกษุสามเณรผู้เข้าอบรมบาลีก่อนสอบ เนื่องเพราะว่าในสมัยที่ตนเองเรียนบาลีนั้น พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร ป.ธ. ๙) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้บอกกล่าวอยู่เสมอว่า "ท่านเล็ก..เรียนบาลีอย่าทิ้งสมาธิภาวนานะ ถ้าทิ้งแล้วจะท้อ..!" กระผม/อาตมภาพเองทำตามที่เจ้าประคุณท่านสอน จึงสามารถมาบอกกล่าวกับรุ่นหลัง ๆ ได้เต็มปากเต็มคำว่า ตัวกระผม/อาตมภาพที่เรียนจบปริญญาเอกมานี้ ถ้าหากว่าใครเรียนบาลีแล้วจบเปรียญธรรม ๙ ประโยคได้ คุณสามารถเรียนจบปริญญาเอกได้อย่างน้อย ๓ ใบ..! เนื่องเพราะว่าบาลีนั้นยากเย็นสาหัสจริง ๆ ต้องการทั้งความเพียรพยายาม ความอดทน ตลอดจนกระทั่งสมาธิชั้นสูง ต่อให้ท่านรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม บุคคลที่เรียนบาลีแล้วสามารถสู้ได้จนจบมา อย่างน้อย ๆ ท่านต้องมีพื้นฐานสมาธิของตนเองอย่างแน่นอน..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:53 |
| สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
เมื่อเจริญพระกรรมฐานและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เข้าถวายปัจจัยสนับสนุนงานอบรมบาลีก่อนสอบประจำปี ๒๕๖๙ นี้ กับพระเดชพระคุณพระราชวชิรโมลี (สมชาย พุทฺธญาโณ ป.ธ. ๗) รักษาการเจ้าคณะภาค ๑๔ เป็นจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทำเอาท่านเจ้าคุณหน้าตาค่อยดีขึ้นมาหน่อย..!
เนื่องเพราะว่าการอบรมบาลีนั้นต้องมีภัตตาหารเช้า - เพล ตลอดจนกระทั่งน้ำปานะ ซึ่งเฉลี่ยแล้วเป็นรายจ่ายวันละ ๑๑๐,๐๐๐ บาท แม้ว่าจะมีบรรดาพระสังฆาธิการทุกอำเภอในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ ทั้ง ๔ จังหวัด ก็คือนครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสาคร มาร่วมกันเป็นเจ้าภาพทุกวันก็ตาม แต่ว่าส่วนใหญ่เจ้าภาพก็มาอยู่ในระดับหมื่นกว่าบาท ๒ หมื่นบาท หรือไม่ถ้ามากหน่อยก็อยู่ในระดับ ๓ หมื่นบาท เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งถ้าเปรียบไปแล้วกับการเป็นเจ้าภาพจริง ๆ ก็ได้ประมาณส่วนเสี้ยวเดียวเท่านั้น..! กระผม/อาตมภาพที่กระทำแบบนี้มาโดยตลอด ก็เพราะว่าเท่ากับเราได้มีโอกาสใส่บาตรพระภิกษุสามเณรจำนวนเป็นร้อย ๆ รูปตลอดโครงการในทุกปี ทำให้ปัจจัยไทยธรรมต่าง ๆ ที่ญาติโยมสนับสนุนมา ไม่ว่าจะเป็นการโอนมาทางออนไลน์ก็ดี ถวายสังฆทานมา หรือว่าถวายส่วนตัวมาก็ตาม กระผม/อาตมภาพสามารถที่จะใช้ได้คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม เนื่องเพราะว่าครูบาอาจารย์ไม่เคยสอนให้เก็บเงิน มีแต่สอนว่า "เงินของปีนี้ ใช้อย่าให้เหลือถึงปีหน้า ถ้ามีเหลือถึงปีหน้า ให้คิดทำโครงการที่ใหญ่กว่าเงินเอาไว้ เมื่อถึงเวลามีเงินเข้ามา เราจะไม่ได้คิดว่าเป็นของตนเอง" ดังนั้น..ในเรื่องของการใช้เงินใช้ทอง กระผม/อาตมภาพแทบจะใช้กันวันต่อวัน ประมาณว่า "รับมือซ้าย จ่ายมือขวา" หลายท่านที่ดูแต่รายรับ ก็ให้ลองไปติดตามในเว็บเพจกิฟท์จังพลังเวทย์ดู เนื่องเพราะว่าลูกกิฟท์ (นางสาวอันตรา ลักษณะ) ได้นำไปลงให้ท่านทั้งหลายดูอยู่เหมือนกันว่า แต่ละปี กระผม/อาตมภาพใช้เงินไปในกองบุญการกุศลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสังฆทาน วิหารทาน ธรรมทานทั้งหลายเหล่านี้ปีละเท่าไร ?! หรือไม่ก็ไปดูในเว็บเพจที่ไอ้ตัวเล็ก (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) ได้นำลงให้ดู แต่นั่นเป็นการนำลงในลักษณะรายวันบ้าง รายเดือนบ้าง ไม่ได้ลงไปรวดเดียวทั้งปีแบบที่ลูกกิฟท์ทำ เราอาจจะไม่รู้สึกว่ามาก แต่ถ้าท่านทั้งหลายลองโหลดเก็บเอาไว้ดูเล่นว่า แต่ละวันหลวงพ่อเล็กท่านทำอะไรไปบ้าง ? บางทีอาจจะเห็นตัวเลขมหัศจรรย์บ้างก็ได้..! สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:56 |
| สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 3 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 3 คน ) | |
| คำสั่งเพิ่มเติม | |
|
|