กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 01-02-2026, 17:23
พิชวัฒน์'s Avatar
พิชวัฒน์ พิชวัฒน์ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Aug 2014
ข้อความ: 639
ได้ให้อนุโมทนา: 3,308
ได้รับอนุโมทนา 29,931 ครั้ง ใน 1,127 โพสต์
พิชวัฒน์ is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 34 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า เมื่อวานนี้, 00:50
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,825
ได้ให้อนุโมทนา: 160,943
ได้รับอนุโมทนา 4,529,786 ครั้ง ใน 37,441 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ตีสองครึ่งกระผม/อาตมภาพก็ต้องปลุกพลขับ เพื่อเดินทางไปยังวัดไร่ขิง (พระอารามหลวง) ร่วมเป็นกำลังใจให้กับทั้งผู้บริหาร พระวิทยากร ตลอดจนกระทั่งพระภิกษุสามเณร ผู้เข้าอบรมบาลีก่อนสอบประจำปี ๒๕๖๙ ของคณะสงฆ์ภาค ๑๔ ซึ่งมีพิธีเปิดการอบรมไปในช่วงเย็นเมื่อวานนี้ โดยที่มีพระสังฆาธิการมาร่วมงานได้น้อยมาก เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่ก็ติดงานบำเพ็ญกุศล ๑๐๐ วัน ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อมาถึงก็ได้เข้าร่วมทำวัตรเช้ากับบรรดาท่านทั้งหลาย ที่มาเข้า
ร่วมการอบรมในครั้งนี้ ซึ่งก็เหมือนเดิมคือว่า มีผู้ที่เข้ามาร่วมทำวัตรเช้าและเจริญพระกรรมฐานกันไม่มากนัก คำว่า "ไม่มากนัก" ในที่นี้ก็คือประมาณ ๒ ใน ๓ ส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือน่าจะยังไม่เห็นคุณค่าของการสวดมนต์ทำวัตร หรือเจริญพระกรรมฐาน ถึงได้ปล่อยโอกาสอันดีของตนเองทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ แบบนี้

กระผม/อาตมภาพได้บอกกล่าวกับท่านเจ้าคุณอาจารย์สุวิทย์ - พระศรีวิสุทธิวงศ์, ดร. (สุวิทย์ ปวิชฺชญฺญู ป.ธ. ๙) ซึ่งท่านเป็นครูบาอาจารย์สอนกระผม/อาตมภาพมา ตั้งแต่สมัยยังเรียนปริญญาตรี ตอนนี้อยู่ในตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐมแล้ว แต่ท่านเจ้าคุณอาจารย์ก็ยังมีปฏิปทาในการสวดมนต์ทำวัตร เจริญพระกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ โดยได้เรียนท่านเจ้าคุณว่า "ผมเองอายุประมาณ ๒ ขวบเศษ โยมพ่อก็อุ้มหลับคอพับคออ่อน สวดมนต์อยู่ทุกเย็น ด้วยความที่หูได้ยินแล้วจิตเกิดสมาธิ เมื่อเรียนหนังสือจึงเรียนเก่งมาก ยึดตำแหน่งที่ ๑ มาตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้"

ท่านเจ้าคุณอาจารย์ปรารภในลักษณะที่ว่า "บุคคลที่ไม่เห็นคุณค่า หรือว่าบารมีไม่ถึง ก็มักจะหาทางเลี่ยงหลบ เพราะเห็นว่าไม่ตรงกับจริตของตน ส่วนบุคคลที่ตั้งหน้าตั้งตาสวดมนต์ทำวัตร เจริญพระกรรมฐาน ไม่เพียงแต่ครูบาอาจารย์จะรักเท่านั้น เทวดาก็นิยม พรหมก็สรรเสริญ มีสิ่งหนึ่งประการใดที่ท่านจะช่วยเหลือได้โดยไม่เกินวิสัย เทวดาพรหมท่านก็ช่วยผลักช่วยดัน

ดังนั้น..ท่านที่มีวิสัยในการสวดมนต์ทำวัตร เจริญพระกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอนั้น มักจะมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือว่าทางธรรม"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า เมื่อวานนี้, 00:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,825
ได้ให้อนุโมทนา: 160,943
ได้รับอนุโมทนา 4,529,786 ครั้ง ใน 37,441 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

กระผม/อาตมภาพยังนึกไปถึงลูกสาวสามคน (กล้วยไม่ - ฟ้ามุ่ย - ฟองฝน) ที่รับเอาไว้ในสมัยยังอยู่ที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ในสามคนนี้ คนเล็กเพิ่งจะเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๑ คนกลางอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๓ คนพี่โตสุดอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๔ เที่ยวกันหัวหกก้นขวิดอยู่ตามผับตามบาร์ทุกคืน..! โดยที่แม่บอกกับลูกแบบเปิดกว้างสุด ๆ ว่า "จะหัวหกก้นขวิดขนาดไหนก็ไม่เป็นไร แต่พวกแกต้องระวัง อย่าให้ท้องกลับมาก็พอ..!"

กระผม/อาตมภาพนั้นเมื่อทำหน้าที่เวรยามตอนค่ำคืน ก็ต้องมีวิทยุสื่อสารประจำตัว คราวนี้วิทยุนั้นเมื่อเปิดไปเจอช่องที่มีบุคคลใช้อยู่ ก็จะหยุดชั่วขณะหนึ่ง ถ้าหากว่าเราไม่สนใจ เครื่องก็จะสแกนคลื่นต่อไป ในเมื่อไปเจอเสียงคุยของเด็ก ๆ เหล่านี้เข้า กระผม/อาตมภาพพอทราบว่าบ้านเขาอยู่แค่อำเภอมโนรมย์ ห่างจากวัดท่าซุงแค่ไม่กี่กิโลเมตรนี่เอง จึงได้ "แทร็ก" เข้าไปหา

เมื่อคุยกัน อีกฝ่ายหนึ่งก็นึกว่ากระผม/อาตมภาพเป็นนักเที่ยวเหมือนกัน เนื่องเพราะว่าไม่ว่าจะเอ่ยถึงผับไหน บาร์ไหน ก็สามารถบรรยายได้ถูกต้องว่ามีลักษณะอย่างไร ? มีอะไรเป็นที่สนุกสนานบ้าง เมื่อเริ่มคุ้นเคย สนิทสนมเขาก็ "ขอ ว.๕" ก็คือขอพบหน้า กระผม/อาตมภาพบอกว่า "บ้านอยู่ห่างจากท่าน้ำมโนรมย์ ๔ กิโลเมตร มาถึงแล้วอยู่ซ้ายมือ รั้วเหลืองใหญ่ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร" อีกฝ่ายหนึ่งมาถึงแล้วก็ตกใจ เนื่องเพราะว่าขี่รถผ่านอยู่เกือบทุกวัน แต่ไม่ได้สังเกตว่าวัดท่าซุงนั้น กำแพงเป็นสีเหลืองยาวเป็นกิโลเมตรจริง ๆ..!

ครั้นเจอหน้ากัน อีกฝ่ายหนึ่งสอบถาม กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่าได้เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ก็คือมโนมยิทธิ ซึ่งถ้าหากว่าใครตั้งใจเรียนแล้ว ก็จะเรียนหนังสือเก่งกันทุกคน เชื่อว่าพวกเราคงจะเที่ยวกันจนเบื่อแล้ว ควรที่จะหาสิ่งหนึ่งประการใดมาทำ เพื่อให้เป็นที่ภูมิใจของพ่อแม่บ้าง

เด็ก ๆ ทั้งหลายก็บอกว่า "หลวงลุงช่วยสอนให้หน่อย" เหตุที่เขาเรียกว่า "หลวงลุง" เพราะว่ากระผม/อาตมภาพอายุมากกว่าพ่อเขา ๒ ปี ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงต้องจับมาหัดตั้งแต่อานาปานสติเบื้องต้น เด็ก ๆ ทั้งหลายรู้สึกทุกข์ทรมานมาก เนื่องเพราะว่าสภาพจิตไม่สงบ จึงต้องใช้วิธีดุและบังคับให้ทำเป็นเวลา

แต่ว่าเมื่อถึงเวลากลับไปเรียนแล้ว กลายเป็นว่าผลการเรียนที่ "คาบเส้นต่องแต่ง" ตอนนี้กระโดดขึ้นมาเป็นเกรด ๒ กว่า ๓ กว่ากันหมด ทำเอาพ่อแม่ดีอกดีใจ ท้ายสุดทั้งพ่อทั้งแม่ก็เลยเข้าวัดมาด้วย แล้วก็จับเจ้า ๓ คนมายัดเยียดให้เป็นลูกของ "หลวงลุง" อย่างที่เขาเรียกกัน ข้างบ้านซึ่งเป็นเขยพี่เขยน้องกัน เนื่องเพราะว่าแต่งงานกับครอบครัวเดียวกัน ก็คือคนหนึ่งแต่งกับพี่สาว คนหนึ่งแต่งกับน้องสาว จึงจับเอาลูกอีก ๓ คน (ลูกบอมบ์ - ลูกแบด - ลูกกวาด) มายัดเยียดให้ด้วย กลายเป็นว่ากระผม/อาตมภาพมีลูกสาววัยรุ่นรวดเดียว ๖ คน เล่นเอาเกือบจะหัวหงอกตั้งแต่ตอนนั้น..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เผือกน้อย : เมื่อวานนี้ เมื่อ 08:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า เมื่อวานนี้, 00:54
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,825
ได้ให้อนุโมทนา: 160,943
ได้รับอนุโมทนา 4,529,786 ครั้ง ใน 37,441 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เพียงแต่ว่าเด็ก ๆ ทุกคนนั้นถือว่าเป็นความลับที่จะไม่บอกกับใคร แม้ว่ายังไปเที่ยวหัวหกก้นขวิดกันอยู่ ก็เริ่มมีขอบเขต "หลวงลุง" บอกว่าต้องกลับบ้านไม่ให้เกิน ๔ ทุ่ม ก็กลับบ้านไม่ให้เกิน ๔ ทุ่ม เช้ามืดตื่นขึ้นมาต้องเจริญภาวนาอย่างน้อย ๓๐ นาทีก็พยายามทำตาม แล้วในที่สุดก็สอบเข้าเรียนระดับปริญญาตรีกันได้ทุกคน ประสบความสำเร็จให้พ่อแม่พี่น้องได้ชื่นใจกันตาม ๆ กัน

กระผม/อาตมภาพจึงขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่า ในเรื่องของสมาธิภาวนานั้น ไม่ใช่ว่าตัวกระผม/อาตมภาพมี "ของเก่า" แล้วจะเรียนหนังสือเก่ง หากแต่ว่าเด็ก ๆ ที่ "ไม่เป็นโล้เป็นพาย" มีโอกาสที่จะเสียผู้เสียคน อาจจะถึงขนาดจบลงที่คุกตาราง ก็กลายเป็นว่าทิ้งในสิ่งที่ยั่วยวนใจของวัยรุ่นทั้งหมดได้ เนื่องเพราะว่าทำสมาธิแล้วสภาพจิตเข้มแข็งพอ..!

ในเมื่อตั้งใจว่าจะหันมาเอาดีให้พ่อแม่ชื่นใจ ก็มีกำลังในการที่จะหักห้ามตัวเองไม่ไหลตามเพื่อนไป จนกระทั่งท้ายสุดก็กลายเป็นเด็กประหลาด ก็คือเที่ยวหัวหกก้นขวิด แต่ว่าเรียนหนังสือเก่งกันทุกคน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า สมาธิภาวนานั้น ไม่ว่าบุคคลจะมีของเก่ามาก มีของเก่าน้อย หรือว่าไม่มีเลย ถ้าหากว่าตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ก็จะประสบความสำเร็จ อย่างน้อย ๆ ก็เรียนหนังสือเก่งกันทุกคน

ดังนั้น..กระผม/อาตมภาพจึงเสียดายแทนพระภิกษุสามเณรผู้เข้าอบรมบาลีก่อนสอบ เนื่องเพราะว่าในสมัยที่ตนเองเรียนบาลีนั้น พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร ป.ธ. ๙) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้บอกกล่าวอยู่เสมอว่า "ท่านเล็ก..เรียนบาลีอย่าทิ้งสมาธิภาวนานะ ถ้าทิ้งแล้วจะท้อ..!"

กระผม/อาตมภาพเองทำตามที่เจ้าประคุณท่านสอน จึงสามารถมาบอกกล่าวกับรุ่นหลัง ๆ ได้เต็มปากเต็มคำว่า ตัวกระผม/อาตมภาพที่เรียนจบปริญญาเอกมานี้ ถ้าหากว่าใครเรียนบาลีแล้วจบเปรียญธรรม ๙ ประโยคได้ คุณสามารถเรียนจบปริญญาเอกได้อย่างน้อย ๓ ใบ..! เนื่องเพราะว่า
บาลีนั้นยากเย็นสาหัสจริง ๆ ต้องการทั้งความเพียรพยายาม ความอดทน ตลอดจนกระทั่งสมาธิชั้นสูง ต่อให้ท่านรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม บุคคลที่เรียนบาลีแล้วสามารถสู้ได้จนจบมา อย่างน้อย ๆ ท่านต้องมีพื้นฐานสมาธิของตนเองอย่างแน่นอน..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า เมื่อวานนี้, 00:57
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,825
ได้ให้อนุโมทนา: 160,943
ได้รับอนุโมทนา 4,529,786 ครั้ง ใน 37,441 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อเจริญพระกรรมฐานและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เข้าถวายปัจจัยสนับสนุนงานอบรมบาลีก่อนสอบประจำปี ๒๕๖๙ นี้ กับพระเดชพระคุณพระราชวชิรโมลี (สมชาย พุทฺธญาโณ ป.ธ. ๗) รักษาการเจ้าคณะภาค ๑๔ เป็นจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทำเอาท่านเจ้าคุณหน้าตาค่อยดีขึ้นมาหน่อย..!

เนื่องเพราะว่าการอบรมบาลีนั้นต้องมีภัตตาหารเช้า - เพล ตลอดจนกระทั่งน้ำปานะ ซึ่งเฉลี่ยแล้วเป็นรายจ่ายวันละ ๑๑๐,๐๐๐ บาท แม้ว่าจะมีบรรดาพระสังฆาธิการทุกอำเภอในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๔ ทั้ง ๔ จังหวัด ก็คือนครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสาคร มาร่วมกันเป็นเจ้าภาพทุกวันก็ตาม แต่ว่าส่วนใหญ่เจ้าภาพก็มาอยู่ในระดับหมื่นกว่าบาท ๒ หมื่นบาท หรือไม่ถ้ามากหน่อยก็อยู่ในระดับ ๓ หมื่นบาท เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งถ้าเปรียบไปแล้วกับการเป็นเจ้าภาพจริง ๆ ก็ได้ประมาณส่วนเสี้ยวเดียวเท่านั้น..!

กระผม/อาตมภาพที่กระทำแบบนี้มาโดยตลอด ก็เพราะว่า
เท่ากับเราได้มีโอกาสใส่บาตรพระภิกษุสามเณรจำนวนเป็นร้อย ๆ รูปตลอดโครงการในทุกปี ทำให้ปัจจัยไทยธรรมต่าง ๆ ที่ญาติโยมสนับสนุนมา ไม่ว่าจะเป็นการโอนมาทางออนไลน์ก็ดี ถวายสังฆทานมา หรือว่าถวายส่วนตัวมาก็ตาม กระผม/อาตมภาพสามารถที่จะใช้ได้คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม เนื่องเพราะว่าครูบาอาจารย์ไม่เคยสอนให้เก็บเงิน มีแต่สอนว่า "เงินของปีนี้ ใช้อย่าให้เหลือถึงปีหน้า ถ้ามีเหลือถึงปีหน้า ให้คิดทำโครงการที่ใหญ่กว่าเงินเอาไว้ เมื่อถึงเวลามีเงินเข้ามา เราจะไม่ได้คิดว่าเป็นของตนเอง"

ดังนั้น..ในเรื่องของการใช้เงินใช้ทอง กระผม/อาตมภาพแทบจะใช้กันวันต่อวัน ประมาณว่า "รับมือซ้าย จ่ายมือขวา" หลายท่านที่ดูแต่รายรับ ก็ให้ลองไปติดตามในเว็บเพจกิฟท์จังพลังเวทย์ดู เนื่องเพราะว่าลูกกิฟท์ (นางสาวอันตรา ลักษณะ) ได้นำไปลงให้ท่านทั้งหลายดูอยู่เหมือนกันว่า แต่ละปี กระผม/อาตมภาพใช้เงินไปในกองบุญการกุศลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสังฆทาน วิหารทาน ธรรมทานทั้งหลายเหล่านี้ปีละเท่าไร ?!

หรือไม่ก็ไปดูในเว็บเพจที่ไอ้ตัวเล็ก (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) ได้นำลงให้ดู แต่นั่นเป็นการนำลงในลักษณะรายวันบ้าง รายเดือนบ้าง ไม่ได้ลงไปรวดเดียวทั้งปีแบบที่ลูกกิฟท์ทำ เราอาจจะไม่รู้สึกว่ามาก แต่ถ้าท่านทั้งหลายลองโหลดเก็บเอาไว้ดูเล่นว่า แต่ละวันหลวงพ่อเล็กท่านทำอะไรไปบ้าง ? บางทีอาจจะเห็นตัวเลขมหัศจรรย์บ้างก็ได้..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 3 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 3 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:09



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว