|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๙
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด (-/\-) (-/\-) (-/\-) |
| สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงเช้า หลังจากนำสามเณรภาคฤดูร้อนเจริญพระกรรมฐานและทำวัตรเช้าแล้ว กระผม/อาตมภาพก็นำสามเณรออกบิณฑบาตจำนวน ๑ ชุด เนื่องเพราะว่าสามเณรทั้งหมดต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่ อย่างเช่นว่ากวาดวัด ถูศาลา ล้างห้องน้ำ และบิณฑบาต จึงต้องหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป
แต่เมื่อมาถึงบริเวณตลาดริมแควเมืองท่าขนุน ซึ่งในวันเสาร์จะมีโครงการ "วันเสาร์ใส่บาตรตลาดริมแคว ยลวิถีเมืองท่าขนุน" นั้น "เลขาฯ จุก" (พระมหาอินทรปกรณ์ ฐิตสุโภ ป.ธ. ๔) หนึ่งในจำนวนพระพี่เลี้ยง ก็ได้นำสามเณรมาเพิ่มอีกชุดหนึ่ง เนื่องเพราะว่าถ้าเป็นสามเณรตัวเล็ก ก็จะเดินตามพระไม่ทัน จึงให้บิณฑบาตทางด้านชุมชนคุณธรรมวังท่าขนุน ที่ทางพื้นที่เรียกกันว่า "บ้านบน" เนื่องเพราะว่าอยู่ทางด้านทิศเหนือของวัดท่าขนุน ส่วนบรรดาสามเณรที่ตัวใหญ่ เดินตามทัน ก็จะผลัดเปลี่ยนกันวันละชุด ในการออกเดินตามพระ เพื่อไปบิณฑบาตทางด้านเขตเทศบาลตำบลทองผาภูมิ ที่เรียกกันว่า "สายตลาด" จึงทำให้จำนวนพระภิกษุสามเณรในวันนี้ มีมากกว่าจำนวนผู้ใส่บาตรเป็นเท่าตัว..! เหตุก็เพราะเนื่องจากว่าน้ำมันราคาแพง ไม่ว่าจะเกิดจากการบริหาร หรือว่าเกิดจากความโลภของคนก็ตาม แต่ก็ทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งงดการเดินทางไกล เนื่องเพราะว่านอกจากน้ำมันราคาแพงแล้ว ยังอาจจะหาเติมไม่ได้อีกด้วย ครั้นจะแก้ปัญหาแบบคนรวย ก็คือซื้อรถไฟฟ้ามาใช้ เงินทองก็ไม่ได้หาง่ายขนาดนั้น..! ในเรื่องของการท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือว่าต่างประเทศ จึงกลายเป็นเรื่องที่บุคคลจะต้องตรึกตรองให้ดีเสียก่อน เพราะว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกมาก ดังนั้น..วันเสาร์ - อาทิตย์ ที่ทางวัดมีโครงการบิณฑบาตทั้งสองวัน ปกติแล้วจะมีนักท่องเที่ยว "สายบุญ" จำนวนมากมาใส่บาตร แต่ว่าอาทิตย์นี้บางตาไปอย่างเห็นได้ชัด รถต่าง ๆ ที่เคยจอดแน่นไปหมดทั้งตลาดสดเทศบาลทองผาภูมิ ก็หายไปเกินครึ่ง ทำให้รู้สึกว่าชาวบ้านลำบากอย่างชัดเจน เนื่องเพราะว่าถ้าไม่ลำบาก คนจะต้องออกมาท่องเที่ยวกันแล้ว..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:03 |
| สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
หลังจากที่ฉันเช้าแล้ว บรรดาพระพี่เลี้ยงก็นำสามเณรภาคฤดูร้อนออกทัศนศึกษานอกสถานที่ ซึ่งตั้งแต่เมื่อวานเป็นต้นมา ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงของการบวชที่ค่อนข้างจะผ่อนคลาย เนื่องเพราะว่ามีการทัศนศึกษาตามสถานที่ใกล้ไกลต่าง ๆ
เมื่อวานนี้พี่เลี้ยงก็นำสามเณรภาคฤดูร้อนขึ้นไปชมพิพิธภัณฑ์วัดท่าขนุน ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย เนื่องเพราะว่าพิพิธภัณฑ์วัดท่าขนุนนั้น เป็นพิพิธภัณฑ์แสง สี เสียง โดยเฉพาะในส่วนของ ๓๑ ภพภูมิ ตลอดจนกระทั่งผลงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร องค์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ แค่สองส่วนก็คือ ๓๑ ภพภูมิ และผลงานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ต้องใช้เวลาในการศึกษาเป็นชั่วโมง ๆ อยู่แล้ว จึงทำให้สามเณรทั้งหลายต้องใช้เวลาเมื่อวานนี้ไปทั้งวัน..! เพียงแต่ว่าพิพิธภัณฑ์วัดท่าขนุนนั้นมาสร้างเสร็จในจังหวะที่ไม่ดี ก็คือทุกอย่างแพงไปหมด กระผม/อาตมภาพจึงไม่ได้เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ ยกเว้นคณะบุคคล โดยเฉพาะคณะนักเรียนที่มากันเป็นจำนวนมากพอ พูดง่าย ๆ ก็คือต้องคุ้มกับค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศทั้งพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีพื้นที่การใช้งาน ๑,๖๐๐ ตารางเมตร..! ในส่วนนี้นั้น เครื่องปรับอากาศ ตลอดจนกระทั่งเครื่องไม้เครื่องมือในการควบคุมสื่อ ที่เรียกกันว่า "มัลติมีเดีย" นั้น ถ้าหากว่าใช้ไฟของทางด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ไม่ว่าจะเป็นส่วนภูมิภาค หรือว่าการไฟฟ้านครหลวงก็ตาม รับรองได้ว่าต้องไม่พออย่างแน่นอน จนกระผม/อาตมภาพต้องสั่งเครื่องปั่นไฟต่างหาก มาสำหรับพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะ..! จึงต้องขออภัยญาติโยมที่ไม่อาจจะเปิดให้ทุกคนเข้าชมได้ เพราะว่าถ้าหากว่ามากันกะปริบกะปรอย ๕ คน ๑๐ คน เราไปเปิดเข้าก็สิ้นเปลืองอย่างมหาศาลเลยทีเดียว ถ้าหากว่าทุกอย่างเข้าที่เข้าทางกันหมดแล้ว หรือเรียกภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ว่า "หายตกใจ" กับน้ำมันแพงกันแล้ว ก็อาจจะเปิดให้เข้าชมในรอบปกติก็ได้ ในช่วงนี้สามเณรภาคฤดูร้อนค่อนข้างจะมีความสุข เพราะว่าไม่ได้ยัดเยียดให้เฉพาะวิชาการอย่างเดียวเหมือนกับวันแรก ๆ ในช่วงวันแรก ๆ นั้น ทุกคนจะต้องศึกษาในเรื่องของพุทธประวัติ จริยวัตรของสามเณร หรือแม้กระทั่งในส่วนของหลักธรรมต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งการท่องคำอาราธนาศีล คำอาราธนาธรรม คำอาราธนาพระปริตร ตลอดจนกระทั่งคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ซึ่งตรงส่วนนี้นั้นเป็นหลักสูตรบังคับของสามเณรภาคฤดูร้อนวัดท่าขนุน ก็คือผ่านโครงการออกไปแล้ว ทุกคนต้องสามารถทำหน้าที่ "มัคคนายกน้อย" ได้เลย..! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ วันแรก ๆ สามเณรทั้งหลายจึงจำเป็นที่จะต้องอดกลั้นอดทนเป็นอย่างมาก จนกว่าที่จะผ่านช่วงนั้นไปแล้ว ก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงของการทัศนศึกษาอย่างในวันนี้
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:06 |
| สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่แล้ว สามเณรทั้งหลายก็มักจะคิดว่า การบวชนั้นก็คือการเข้ามาพักผ่อน ซึ่งไม่ใช่..! เนื่องเพราะว่าการกวาดวัด การถูศาลา การทำความสะอาดห้องน้ำห้องส้วม การผลัดเวรกันในการซักผ้าให้บรรดาสามเณรนั้น ก็คือการฝึกวิชาการเอาตัวรอดต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้งานจริงในการดำรงชีวิตนั่นเอง
เสียดายที่ว่าพื้นที่วัดส่วนใหญ่นั้นเป็นพื้นที่ป่า ไม่อย่างนั้นก็อาจจะมีการสอนให้สามเณรปลูกผัก ปลูกหญ้า เพื่อถึงเวลาแล้วจะได้ไปทำต่อที่บ้านของตน เมื่อขยายผลออกไป ก็จะได้ทำให้ทุกคนรู้จักประหยัด เนื่องเพราะว่ามีการปลูกผักกินเอง เหล่านี้เป็นต้น เพียงแต่ว่าของเรานั้น เป็นพื้นที่ "แปลงผักสวนครัวรั้วกินได้" ส่วนหนึ่ง พื้นที่ "แปลงเกษตรสาธิตเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยศาสตร์พระราชา" ส่วนหนึ่ง และพื้นที่ "แปลงเกษตรสาธิต โคกหนองนาในพระราชดำริ" อีกส่วนหนึ่ง ก็กินพื้นที่ไปจนหมดแล้ว สามเณรจึงมีหน้าที่แค่ไปดูเท่านั้น พร้อมกับฟังอธิบายและดูตัวอย่าง ไม่มีโอกาสลงมือทำด้วยตนเอง ในส่วนนี้ก็ต้องขออภัย เนื่องเพราะว่าสามเณรก็คือเด็ก จะให้เคร่งเครียดไปทีเดียวก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าการผ่อนคลายนั้นจะต้องออกมาอยู่ในลักษณะของวันท้าย ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือให้สมณสารูปเริ่มเข้าที่เข้าทางก่อน กระนั้นก็ดี ก็ยังมีการที่สามเณรบางทีรู้ตัวว่าช้าก็วิ่งเลย..! ซึ่งกระผม/อาตมภาพถ้าเห็นก็จะตักเตือนเสมอ
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:08 |
| สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
เนื่องเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ๔ สิ่งที่วิ่งแล้วไม่งาม อันดับแรกเลยก็คือช้างทรงของพระมหากษัตริย์ที่ประดับคชาภรณ์
ประการที่ ๒ ก็คือหญิงผู้เป็นเบญจกัลยาณี ประการที่ ๓ ก็คือองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระบรมราชภูษิตาภรณ์ อันดับสุดท้ายก็คือนักบวชในพระพุทธศาสนาของเรานี่เอง พูดง่าย ๆ ว่าวิ่งเมื่อไรก็หมดความงามหมดความน่าเกรงใจลงไปเมื่อนั้น..! ดังนั้น..จึงต้องคอยตักเตือน เนื่องเพราะว่าสามเณรยังมีสติสมาธิน้อย แม้ว่าจะโดนบังคับให้เจริญกรรมฐาน และทำวัตรทั้งเช้าทั้งเย็นร่วมกันก็จริง แต่ว่าก็ยังไม่สามารถที่จะชดเชยได้ เนื่องเพราะเหมือนกับคนที่หาเงินได้แค่วันละ ๑๐๐ - ๒๐๐ บาท แต่ถึงเวลาใช้จ่ายไปวันละ ๕๐๐ บาท วันละ ๑,๐๐๐ บาท ด้วยการไปสนใจสิ่งภายนอก ย่อมทำให้การสะสมกำลังสมาธิไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ตรงจุดนี้อยากจะให้พระภิกษุสามเณรและญาติโยมทั้งหลายพึงพิจารณาไว้ด้วยว่า ที่ท่านทั้งหลายบางท่านปฏิบัติธรรมมาเป็นสิบ ๆ ปี ทำไมถึงไม่มีความก้าวหน้าเลย ? ก็เพราะว่าท่านปล่อยให้กำลังในการปฏิบัตินั้นรั่วไหลไปเสียหมด เพราะว่าการสั่งสมกำลังให้เพียงพอ ในการที่จะก้าวข้ามการปฏิบัติตามลำดับของเรานั้น ไม่สามารถที่จะสั่งสมเอาไว้จนเพียงพอที่จะก้าวข้ามได้ เดี๋ยวก็รั่วออกทางตา รั่วออกทางหู รั่วออกทางจมูก รั่วออกทางลิ้น รั่วออกทางกาย และรั่วออกทางใจ ถ้าหากว่าสามารถปิดรอยรั่วเหล่านี้ได้เมื่อไร โอกาสที่ท่านทั้งหลายจะก้าวหน้าในการปฏิบัติ และเข้าถึงมรรคถึงผลจึงจะมีขึ้นมาได้ สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:10 |
| สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
|
|