|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 33 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ หลังจากออกบิณฑบาตและฉันเช้าตามปกติแล้ว ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นที่วัดท่าขนุน เนื่องเพราะว่าบรรดาผู้ปกครองนำเอาลูกหลานแห่กันมาสมัคร เพื่อเข้าโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ ๗๑ พรรษา ซึ่งทางวัดของเราต้องการผู้เข้าร่วมโครงการ ๗๑ รูปเท่านั้น แต่ว่าทุกปีก็จะได้เกินมาอยู่เสมอ
เพียงแต่ว่าปีนี้นั้น บุคคลที่มาขอบรรพชาด้วยตนเอง ไม่มีพ่อแม่นำมา ทางวัดจะไม่ให้บรรพชาในโครงการนี้ เนื่องเพราะว่าปีที่แล้ว มียายนำหลานมาเข้าโครงการรบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ไม่ทราบว่าจะด้วยจุดมุ่งหมายใดก็ตาม แต่ว่าผู้เป็นพ่อแม่ตามมาต่อว่าที่วัดว่า "พ่อแม่ไม่ได้อนุญาต แล้วบวชให้สามเณรได้อย่างไร ?" และในขณะเดียวกัน ก็มีการลือกันไปว่า ทางวัดท่าขนุนเข้มงวดกับสามเณรค่อนข้างจะมาก เนื่องจากว่าถ้าผิดระเบียบ นอกจากโดนตีแล้ว ยังห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างนั้นอีกด้วย จึงทำให้บุคคลที่สมัครและผ่านเข้าไปเพื่อร่วมโครงการมีเพียง ๗๙ รูป/คนเท่านั้น..! ทางด้านพระภิกษุวัดท่าขนุน เมื่อรับสมัคร ยืนยันการผ่านเข้าโครงการแล้ว ส่วนที่เหลือก็ช่วยกันโกนหัวให้กับว่าที่สามเณร ครั้นถวายข้าวปลาอาหารมื้อเพลแก่พระภิกษุสงฆ์ และให้ว่าที่สามเณรร่วมกันกินอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องรอจนกระทั่งเสียงตามสายของวัดท่าขนุนได้จบลง กระผม/อาตมาภาพจึงได้เริ่มการบรรพชาหมู่สามเณรภาคฤดูร้อนทั้ง ๗๙ รูป โดยที่ชี้แจงกับผู้ปกครองก่อนว่า การที่จะมาเยี่ยมเยียนสามเณรนั้น อนุญาตให้มาเยี่ยมได้เฉพาะวันที่ ๕ เมษายนวันเดียวเท่านั้น และมาแล้วก็อาจจะไม่ได้เจอสามเณร เพราะว่าพาไปทัศนศึกษานอกสถานที่ ส่วนวันอื่นไม่จำเป็นที่จะต้องมาเยี่ยม เนื่องเพราะว่าถ้าใครมา ก็จะตีลูกหลานให้ดูต่อหน้า เพราะเหตุว่าไปอ้อนจนพ่อแม่ต้องมาเยี่ยมนอกเวลา..! อีกประการหนึ่งก็คือให้เก็บของมีค่า และโทรศัพท์มือถือของลูกหลานกลับไปตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย เพราะว่าในโครงการไม่อนุญาตให้ใช้งาน ถ้าหากว่ามีการสูญหาย ทางวัดไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น บรรดาผู้ปกครองก็ได้แต่ยิ้มในลักษณะที่ว่า ไม่รู้จะสงสารลูกหรือสงสารตัวเองดี ?
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:27 |
| สมาชิก 21 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
เมื่อทำการบรรพชาหมู่ให้แก่สามเณรทั้งหมดและถ่ายรูปหมู่แล้ว กระผม/อาตมาภาพก็ถวายภาระให้กับทางบรรดาพี่เลี้ยง โดยควักกระเป๋าหมดตัวแล้ว มีให้พี่เลี้ยงอยู่ ๙,๐๐๐ บาท ตนเองเหลืออยู่ ๑๒๐ บาท บอกกับพี่เลี้ยงว่า "ใช้ไปก่อน เดี๋ยวกลับมาผมจะหาเพิ่มให้..!"
เนื่องเพราะว่าวันก่อนควักค่าอาหารเพิ่มให้กับทาง "แม่ชีชื่น" (อุบาสิกาชื่น ศรีสองแคว) หัวหน้าแม่ชีวัดท่าขนุน เพื่อทำอาหารถวายสามเณรระหว่างที่บรรพชาอยู่ทั้ง ๑๐ วัน ไปเป็นจำนวน ๑๐๐,๐๐๐บาท และวันนี้ก็จ่ายเงินเดือนให้บรรดาบุคลากรต่าง ๆ ของวัดไปด้วย ทั้งเนื้อทั้งตัวจึงเหลือแค่ที่เห็น ยังไม่ได้จ่ายค่ารักษาบรรดาพี่น้องสี่ขาทั้งหลายเกือบ ๒๐๐ ชีวิต ซึ่งมอบให้กับทางด้านพระมหาสุบรรณรักษ์ ปญฺญาวุฑฺโฒ ป.ธ. ๕ ไปบริหารจัดการ โดยที่ไม่เคยพอเลยแม้แต่เดือนเดียว แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็ควักกระเป๋าของตนเองเสริมเข้าไป เมื่อกระผม/อาตมาภาพจ่ายให้เมื่อไร ก็ค่อยมาหักกลบลบล้างกันทีหลัง..! อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเงินเดือนของบรรดาบุคคลที่ร่ำเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือว่าปริญญาเอกก็ตาม ซึ่งกลับไปก็ต้องหามาจ่ายให้ท่านอยู่ดี แต่ว่าไม่ได้หนักใจ เนื่องเพราะว่าวันนี้ต้องเดินทางเข้าไปยังวัดอุทยาน พรุ่งนี้เช้ามืดจะต้องเดินทางต่อไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี ๒๕๖๙ ภายในคืนนี้เมื่อเดินทางไปถึง "ไอ้ตัวเล็ก"น่าจะนำปัจจัยส่วนหนึ่งที่ญาติโยมทั้งหลายจองวัตถุมงคล ไม่ว่าจะเป็นกระทู้กฐินปลดหนี้ก็ดี หรือว่าในกระทู้ทุนการศึกษาก็ตามมาส่งให้ ตรงส่วนนี้ก็สามารถที่จะเล่นแร่แปรธาตุใช้งานอย่างอื่น ก่อนที่จะถึงเวลาซึ่งต้องให้โครงการนั้น ๆ เต็มตามจำนวนที่ได้รับปากเอาไว้ จะว่าไปแล้ว เรื่องของเงินทองถ้าเป็นคนอื่นก็คงจะเครียดมาก เพราะว่าไม่มีความแน่นอนเลยว่าจะมีปัจจัยเข้ามาหรือไม่ ในสมัยที่ "หลวงพ่อเต๊อะเมียะ" (พระครูกาญจนพิสุทธิคุณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสะพานลาวยังอยู่ ท่านบอกว่า "ที่อาจารย์เล็กแกดูไม่แก่ เพราะแกไม่เครียด เนื่องจากว่ามีเงินใช้อยู่แล้ว..!" กระผม/อาตมาภาพก็ได้แต่หัวเราะ เนื่องเพราะว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เหตุที่กระผม/อาตมาภาพไม่เครียด ก็เพราะมั่นใจในอานุภาพของพระคาถาเงินล้านว่า ขาดเหลืออย่างไรเสียก็หามาใช้จ่ายได้ทันแน่นอน จึงเป็นคนที่ใช้เงินแบบไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้ ประมาณว่าวันนี้ถ้าหมดลงได้ก็ให้หมดลงไปเลย จะได้ไม่มีภาระต่อเนื่องไปถึงพรุ่งนี้อีก เรื่องพวกนี้นั้น ท่านทั้งหลายที่ยังไม่มีความมั่นใจ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าเกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างกระผม/อาตมาภาพ ก็อย่าเพิ่งได้เลียนแบบและทำตาม เนื่องเพราะว่าฉวยพลาดพลั้งอะไรขึ้นมา เราอาจจะต้องตกระกำลำบากไประยะหนึ่งก็เป็นได้ เพราะว่าพวกเราไม่ได้สร้างบุญสร้างกุศลมาโดยส่วนเดียว จึงทำให้อานิสงส์ของทานบารมีที่จะเสริมพระคาถาเงินล้านให้เกิดดอกออกผลนั้น หาความแน่นอนได้ยาก แต่กระผม/อาตมาภาพเอง กระทำในเรื่องของบุญกุศลต่อเนื่องมาเกินกว่า ๔๐ ปีแล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจในตรงจุดนี้ เพราะมั่นใจว่าถึงเวลาแล้ว ทานบารมีที่ได้กระทำไปในชาตินี้นี่แหละ จะตามมาส่งผลให้ทันอย่างแน่นอน
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:32 |
| สมาชิก 21 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
ล่าสุดก็เพิ่งจะถวายภัตตาหารแก่คณะะธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษา โดยถวายภัตตาหารให้ท่านต่อเนื่องตลอดทั้ง ๑๑ วัน ในลักษณะที่ว่าเป็นพระผู้ตั้งใจปฏิบัติขัดเกลากาย วาจา ใจ ของตน เพื่อความหลุดพ้น
นอกจากอานิสงส์สังฆทาน เนื่องจากท่านทั้งหลายมาถึง ๗๐ - ๘๐ รูปแล้ว ยังได้อานิสงส์ในส่วนของพระสุปฏิปันโน ผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกด้วย มหาสังฆทานส่วนนี้ย่อมส่งผลดีให้เกิดแก่ชีวิต ทั้งตัวของกระผม/อาตมาภาพเอง และญาติโยมทั้งหลายที่โอนปัจจัยร่วมบุญเข้ามาด้วย ในเมื่อมีความมั่นใจทั้งในส่วนของทานบารมี และอานุภาพของพระคาถาเงินล้านที่ได้กระทำต่อเนื่องมา จึงกล้าเป็นคนที่ใช้จ่ายเงินแบบไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้ ท่านทั้งหลายที่ยังทำไม่ถึงส่วนนี้ ก็อย่าเพิ่งเลียนแบบและทำตาม อย่างน้อยก็ให้มีเงินทองติดกระเป๋าเอาไว้บ้าง โดยเฉพาะสถานการณ์ของโลกนั้น เงินทองถึงเราจะมีอยู่ แต่ก็อาจจะเสื่อมค่าลงได้อย่างรวดเร็ว ถ้าหากว่าใครมีช่องทางอะไรที่จะเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเงินทองของตนเองก็เร่งทำเถิด แม้ว่าตอนนี้จะไม่ทันการแล้ว แต่ก็ดีกว่าไม่ขยับขยายอะไรเลย กระผม/อาตมาภาพเองพยายามบอกกล่าวในส่วนที่ไม่เกินกฎของกรรม แต่บางทีบอกกล่าวไปแล้ว ญาติโยมทั้งหลายก็ฟังเป็น "ลมผ่านหู" ไปเฉย ๆ ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าไม่ได้พูดก็แล้วกัน เพราะว่าถึงจะพูดไป บอกกล่าวไป ท่านทั้งหลายที่มีกรรมบังอยู่ ก็ทำเหมือนกับไม่ได้ยินอยู่ดี..! ครั้นถึงเวลาย้อนกลับไปฟังหรือไปอ่านใหม่ ก็เพิ่งจะเห็นว่า "ที่แท้หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน บอกเอาไว้นานแล้ว" แต่ว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาตำหนิกัน เพราะว่าทุกคนเรามีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมดีกรรมชั่วอย่างไร ก็ต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ๆ ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้วนั่นเอง สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:35 |
| สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 4 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 3 คน ) | |
| บงกช๑ |
|
|