|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 29 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Courtyard by Marriott จังหวัดกิฟุ อยู่ที่ ๒ องศาเซลเซียส พวกเราลงไปรอที่หน้าห้องอาหารตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ส่งบัตรอาหารให้เชาแล้ว ก็ไปตักข้าวปลาอาหารตามแต่ตนเองชอบใจ มานั่งฉันบ้างกินบ้างตามแต่สถานภาพของตน พร้อมกับชมวิวนอกหน้าต่างไปด้วย กระผม/อาตมภาพเพิ่งจะสังเกตว่า เจ้าเนื้อไก่ที่ตักมานั้นเขาทำเป็นรูปไดโนเสาร์เสียด้วย..!
เมื่อฉันอิ่มแล้ว คราวนี้สายตาเริ่มซุกซน ถึงได้เห็นรูปไดโนเสาร์ตกแต่งอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของเคาน์เตอร์บ้าง ทางด้านหลังตู้บ้าง เยอะแยะมากมายไปหมด เมื่อได้เวลาก็ลงไปยังชั้น ๓ เพื่อทำการคืนห้อง ปรากฏว่าโต๊ะของรีเซฟชั่นก็มีรูปไดโนเสาร์ต่าง ๆ วางอยู่ ๔ - ๕ ตัว..! สักครู่หนึ่ง น้องเล็ก (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ก็โทรศัพท์ผ่านไลน์ลงมาแจ้งว่า เราต้องกลับไปคืนห้องที่ชั้น ๑๖ แล้วค่อยลงไปที่ชั้น ๓ ฟังดูแล้วยุ่งยากดีเหมือนกัน แต่ตอนนี้พวกเราทราบแล้วว่า สามารถนำรถขึ้นมาเพื่อรับคนถึงชั้น ๓ ได้เลย ถือว่าเป็นเรื่องที่สะดวก พอที่จะทดแทนกับเรื่องไม่มีที่จอดรถด้านหน้าโรงแรมได้ เมื่อพร้อมแล้ว พวกเราก็ออกเดินทาง มุ่งตรงไปยัง "จังหวัดกิฟุ" ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางเกือบ ๒ ชั่วโมงเต็ม มีการแวะพักที่จุดพักรถหรือว่าลานจอดรถต่าง ๆ ซึ่งจุดมุ่งหมายหลักของผู้ร่วมคณะก็คือการช็อปปิ้ง ส่วนการเข้าห้องน้ำเป็นแค่ของแถมเท่านั้น..! เมื่อเสร็จจากการเข้าห้องน้ำแล้ว พวกเราก็วิ่งต่อไป เข้าถึงตัวเมืองกิฟุ ตรงไปยัง "วัดหลวงพ่อโตเมืองกิฟุ" เพื่อที่จะเข้าไปกราบหลวงพ่อโตประจำเมืองนี้ วัดนี้มีชื่อว่า "วัดโชโบจิ" แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า "กิฟุไดบุตสึ" ก็คือวัดของหลวงพ่อโตแห่งจังหวัดกิฟุ ลานจอดรถของวัดเล็กมาก ๆ จอดได้แค่ ๖ คันเท่านั้น..! ยังโชคดีว่าเรามาถึงกันเช้ามาก จึงมีรถจอดอยู่แค่ ๒ คันเท่านั้น
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:11 |
| สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
เมื่อพวกเราซื้อตั๋วเข้าไปด้านในแล้ว ก็ได้กราบสักการะและทำบุญกับหลวงพ่อโตซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาก เพราะว่าสร้างจากไม้ไผ่สานแล้วพอกดินเหนียว จากนั้นก็ทำการปั้นขึ้นมา ลงรักปิดทองจนงามสง่าในปางประทานพรอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ความสูงขององค์พระนั่งอยู่ที่ ๑๗ เมตร
กระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมญี่ปุ่นถึงใช้เลข ๑๗ เนื่องเพราะว่าถ้าเป็นเมืองไทยก็จะใช้เลข ๑๘ ที่เรียกว่าอัฏฐารส หรือบาลีอ่านว่า อัด-ถา-ระ-สะ ก็คือ ๑๘ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นความสูงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ภายในมหาวิหารหลวงพ่อโตเมืองกิฟุนั้น เยือกเย็นไปด้วยพลังงานแห่งพุทธานุภาพ พวกเราอยู่ภายในแล้ว เหมือนอย่างกับอยู่ในตู้เย็นก็ไม่ปาน เย็นชื่นใจเป็นที่สุด..! เมื่อวนดูสิ่งสำคัญต่าง ๆ จนรอบวัดเล็ก ๆ แห่งนี้ ซึ่งมีชื่อเสียงใหญ่โตมโหฬารแล้ว พวกเราก็ออกจากวัดแล้วเดินทางกันต่อไป เป้าหมายก็คือเข้าชม "ปราสาทโนบุนากะ" ของ "ท่านโชกุนโอดะ โนบุนากะ" พวกเราต้องซื้อตั๋วเพื่อขึ้นรถกระเช้า ซึ่งสามารถขึ้นพร้อมกันได้ ๒๐ คน ตรงขึ้นไปยังยอดเขาด้านบน แล้วก็เดินเท้าต่อไป จุดแรกที่เราพักก็คือจุดชมวิว ซึ่งสามารถเห็นทั่วทั้งตัวจังหวัดกิฟุในลักษณะ ๓๖๐ องศา ทางด้านล่างจุดชมวิวนั้นเป็นร้านอาหารและห้องน้ำห้องส้วม นับว่ารอบคอบเลยทีเดียว เนื่องเพราะว่ามีบุคคลจำนวนมาก ที่ไม่ยอมเสียค่ากระเช้า ๑,๓๐๐ เยน หากแต่ใช้วิธี "เทร็คกิ้ง" ก็คือเดินทางภูเขาขึ้นมาจากข้างล่างเลย พวกเราเมื่อลงจากจุดชมวิวแล้ว ก็เดินขึ้นเขาต่อไปยังด้านใน ผ่านเส้นทางที่มาสมทบจากพวกที่เดินจากเชิงเขาขึ้นมาด้วย เมื่อถึงด้านหน้าปราสาทของท่านโชกุนโอดะ โนบุนากะ ก็รอพรรคพวกของเราทั้งหมดอยู่ตรงนี้ โดยเฉพาะ "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) ซึ่งเคยไปหกล้มหัวเข่าพังมาแล้ว..! ตอนนี้ก็เลยต้องเดินแบบระมัดระวังและทะนุถนอมตัวอยู่สักหน่อย เมื่อมากันครบครันและถ่ายรูปหมู่แล้ว พวกเราก็ซื้อตั๋วเข้าไปชมภายในตัวปราสาท ซึ่งมีประวัติว่าน่าจะเป็นคนจีนคนแรกที่เป็นเจ้าเมืองที่นี่ ร่วมกันสร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมา แล้วได้รับการต่อเติมสร้างเสริมจนสวยงามสง่าในสมัยของท่านโชกุนโอดะ โนบุนากะนี้เอง ภายในนั้นจะมีประวัติ เครื่องแต่งกาย ชุดเกราะ ตลอดจนกระทั่งตราประทับเจ้าเมือง เหล่านี้เป็นต้น ให้พวกเราค่อย ๆ วนดูขึ้นไปทีละชั้น ๆ พร้อมกับลักษณะแบบแปลนของปราสาท ซึ่งสามารถถอดแบบไปสร้างเป็นหลังใหม่ได้เลย จนกระทั่งไปถึงด้านบนสุด พวกเราวนดูวิวเมืองกิฟุจนรอบ จากนั้นก็ชักชวนกันเดินย้อนกลับลงมา เข้าห้องน้ำกันแล้วก็มาขึ้นกระเช้าลงมาทางด้านล่าง ซึ่งเส้นทางนั้นบังคับให้ผ่านร้านขายของที่ระลึกก่อน
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:16 |
| สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
กระผม/อาตมภาพไม่ทราบเหมือนกันว่า บริเวณนี้มีกระรอกเป็นจำนวนมากหรือเปล่า ? เพราะมีชื่อว่า "Squirrel Village" ก็คือ "หมู่บ้านกระรอก" จึงมีการขายสินค้าเป็นรูปกระรอกมากมายนหลายแบบ กระผม/อาตมภาพหยิบขึ้นมาตัวหนึ่ง ตั้งใจซื้อไปฝาก "ลูกอ้วน" (นางสาวภัทรวรรณ จะหวะ) ซึ่งทำงานอยู่ที่วัดท่าขนุน ดูราคาแล้ว ๑,๔๐๐ กว่าเยน คิดเป็นเงินไทยก็แพงเอาการอยู่ทีเดียว แต่ก็มีบุคคลในคณะแย่งกันจ่าย ไม่ว่าจะเป็น "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) ก็ดี หรือว่า "เสี่ยกัง" (นายนิพนธ์ แซ่กัง) ก็ตาม ท้ายสุดไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนจ่ายกันแน่ ?!
พวกเราเดินกลับมาขึ้นรถ ตรงไปยังร้านอาหาร ซึ่งต้องบอกว่ากล้ามากที่เข้าร้านอาหาร เนื่องเพราะว่าจะได้รับอาหารค่อนข้างช้า กระผม/อาตมภาพส่งงานทางไลน์จนเกือบจะเสร็จ จึงได้ข้าวสวย พร้อมด้วยเนื้อย่าง ปลาซาบะ และซุปหอยกาบ พร้อมทั้งมิโซะ ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติญี่ปุ่นไปแล้ว มาถึงก็จัดการฉันเป็นการใหญ่ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) ส่งห่อกระดาษมาให้ บอกว่าเป็น "ฮื่อก้วย" กระผม/อาตมภาพก็งง ๆ อยู่ว่าคืออะไรกันแน่ ? เมื่อเปิดออกมาถึงได้เห็นว่าน่าจะเป็นแท่งปลาอัด จึงจัดการฉีกออกมาส่วนหนึ่ง ที่เหลือส่งคืนเจ้าของเขาไป กินกันจนอิ่มล้นถึงคอหอยทุกมื้อแบบนี้ แทนที่จะผอมลง ดูท่าว่าจะอ้วนขึ้นมากกว่า..! เมื่ออิ่มแล้ว พวกเราก็วิ่งตรงไปยังวัดอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งก็คือ "วัดนิตไตจิ" คำว่า "นิตไตจิ" นั้น คำว่า "นิต" ก็คือ "นิฮอน" หรือญี่ปุ่น "ไต" ก็คือ "ไทย" "จิ" ก็คือ "วัด" รวมแล้วก็คือ "วัดญี่ปุ่น - ไทย" เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปิยมหาราชของเรา ได้รับการถวายจากรัฐบาลอินเดียในปี ๒๔๔๑ แล้วแบ่งพระราชทานมาให้เป็นขวัญกำลังใจของชาวพุทธญี่ปุ่น ดังนั้น..ทางชาวพุทธญี่ปุ่น จึงร่วมใจกันสร้างวัดนิตไตจิแห่งนี้ขึ้นมา แล้วก็ไม่มีการสังกัดนิกายใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นวัดประหลาดอยู่วัดเดียวภายในญี่ปุ่น ก็คือบรรดานิกายหลัก ๆ ทั้ง ๑๙ นิกายของประเทศญี่ปุ่น จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ส่งบุคคลของนิกายตนเองมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:22 |
| สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
พวกเราเข้าไปถึงทางด้านขวามือก็จะเป็นระฆัง ซึ่งสลักภาษาไทยว่า "พระพุทธศากยมุนี" ลำดับถัดมาก็เป็นพระเจดีย์ ๕ ชั้น ที่ดูเด่นสง่า เมื่อเข้ามาทางหน้าวิหารหลักเบื้องหน้า ก็จะมีกระถางธูปสำหรับจุดธูปอธิษฐาน ทางด้านซ้ายมือเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งอยู่ข้างต้นสนแคระต้นหนึ่ง ดูงดงามสง่ามาก ๆ เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่หล่อขึ้นมาจากโลหะสำริดเขียว
พวกเราเข้าไปในวิหารหลัก สิ่งที่สะดุดตาเลยก็คือช้างซึ่งเป็นลวดลายแบบช้างทรงเชียงใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นของขวัญจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้แก่วัดนี้คู่หนึ่ง เมื่อกราบสักการะพระพุทธศากยมุนีและทำบุญแล้ว "คุณนายปุ๊ก"กับ "เถ้าแก่จิ๊บ" (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) ก็ไปขอกับพระเจ้าหน้าที่ว่า ขออนุญาตให้กระผม/อาตมภาพเข้าไปภายใน เพื่อถวายพวงมาลัยแก้วแก่หลวงพ่อพระพุทธศากยมุนีได้หรือ ?ไม่ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าไปเลย กระผม/อาตมภาพจึงตัดสินใจให้ท่านนำเข้าไปถวายแทน พระเจ้าหน้าที่ท่านก็ดีเหลือใจ เดินเข้าไปถึงเบื้องหน้าหลวงพ่อพระพุทธศากยมุนีแล้ว ก็ขนเอาเครื่องบูชาอื่นลงมาทั้งหมด ยกเอาพานแก้วที่มีพวงมาลัยแก้ว ซึ่งสร้างสรรค์โดย "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) ที่ตอนเดินทางมานั้น แม่เจ้าประคุณก็คำนวณว่าจะต้องเข้าวัดกี่วัด นำเอาพวงมาลัยแก้วและพานแก้วมาเท่ากับจำนวนวัดเลยทีเดียว มิน่าว่า..กระเป๋าถึงได้หนักขนาดนั้น..! เมื่อดูพระท่านถวายเครื่องสักการะแทนพวกเราจนชื่นใจแล้ว ก็ขึ้นรถวนออกมาทางด้านนอก เมื่อถึงลานจอดรถ กระผม/อาตมภาพตอนแรกก็ต้องร้อง "โอ้โฮเว้ย..!" เพราะว่าบรรดาท่านผู้ไม่เห็นตัวมากันมืดฟ้ามัวดิน ถ้าไม่ถึง ๑ หมื่นก็น่าจะ ๘ - ๙ พันเป็นอย่างต่ำ..! ด้วยความที่อุทานออกมา ทำให้ทุกคนรู้กันหมด จึงได้ทำท่าขนพองสยองเกล้าไปตาม ๆ กัน..! ตอนแรกทุกคนก็สงสัยว่าทำไมกระผม/อาตมภาพต้องร้องขนาดนั้น ? เมื่อพวกเราวนรถเพื่อไปยังพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปรากฏว่าสองข้างทางยาวเป็นกิโลเมตร เป็นสุสานที่มีแต่ป้ายชื่อผู้ตายเต็มแน่นไปหมด..! ก็อย่างที่บอกว่า ถ้าไม่ถึง ๑ หมื่นก็น่าจะได้ ๘ - ๙ พัน มิน่า..ถึงได้ว่ามากันมากมายขนาดนี้ เรียกกระผม/อาตมภาพว่า "เซ็นเซ..เซ็นเซ" ซึ่งน่าจะแปลว่า "ท่านอาจารย์" จึงได้อุทิศส่วนกุศลให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นไปด้วย
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:26 |
| สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#6
|
||||
|
||||
|
เมื่อไปถึงพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ปรากฏว่าเขาเอาโต๊ะสเตนเลสตัวหนึ่ง มาวางขวางไว้หน้าประตูรั้ว เพื่อให้วางเครื่องสักการะทั้งหลายตรงนี้ แปลว่าไม่อนุญาตให้เข้าไปด้านใน พวกเราจึงทำการกราบสักการะทางด้านนอก จากนั้นก็ได้เดินทางต่อไปยังวัดอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งใจกันแล้วว่าจะต้องมาถึงให้ได้ ก็คือวัดที่ชื่อว่า "โคโชจิ" เป็นวัดที่มีพระเจดีย์ ๕ ชั้นเก่าแก่มาก ๆ
ทางด้านซ้ายมือที่พวกเราเดินเข้าไป ไม่ทราบว่ามีต้นอะไรหน้าตาคล้ายกับดอกกุหลาบ แต่ต้นใหญ่มาก ๆ ออกดอกแดงสะพรั่งไปทั้งแถบ พวกเราเข้าไปทางด้านใน เห็นทางขวามือมีพระพุทธรูปหล่อโลหะอยู่องค์หนึ่ง ปกติแล้วพระพุทธรูปในประเทศญี่ปุ่นจะเป็นสนิมเขียวทั้งสิ้น แต่ว่าองค์นี้กลับเป็นสนิมแดง พวกเรากราบพระ ทำบุญ และถ่ายรูปหมู่กันแล้ว มองขึ้นไปเห็นอาคารลักษณะคล้ายกับหอพระบนเขา ตอนแรกจะชวนกันเดินขึ้นบันได กระผม/อาตมภาพปฏิเสธ พลางเดินออกด้านข้างมา แล้วเจอบันไดเลื่อนที่ให้พวกเราขึ้นไปง่าย ๆ ทำเอาหลายคนหัวเราะกันกลิ้งว่า "มิน่า..ทำไมหลวงพ่องวดนี้ไม่ยอมเดินขึ้นบันได ที่แท้มีทางลัดนี่เอง..!" เมื่อพวกเราถ่ายรูปหมู่กันทางด้านบนอีกรอบหนึ่งแล้ว ก็เดินดูวัดของเขาจนทั่ว สิ่งที่วัดญี่ปุ่นทุกแห่งมีอยู่ก็คือ ความสงบร่มเย็น และสะอาดสะอ้านมาก เป็นเรื่องที่เราทั้งหลายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลียนแบบและทำตาม เมื่อพวกเรากลับขึ้นรถแล้ว "คุณนายปุ๊ก"แจ้งว่าให้ไปเข้าโรงแรมตอนนี้ เนื่องเพราะว่าเขาเริ่มเปิดเช็คอินตั้งแต่เวลาบ่าย ๓ โมง จึงเดินทางตรงไปยังโรงแรมกัน สิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็คือเป็นโรงแรมที่อยู่ในเขตสนามบิน..! เมื่อไปถึงพวกเราไปเช็คอินกันที่ชั้น ๓ แต่ว่าห้องพักอยู่ชั้น ๘ ที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คกว่านั้นก็คือ มีอ่างให้แช่น้ำร้อนได้ด้วย..! รู้สึกว่าสวรรค์เป็นของเราเลยทีเดียว จึงได้ทำการแช่น้ำและส่งงานจนเสร็จ แล้วก็มาบันทึกเสียงธรรมสำหรับทุกท่านอยู่ในขณะนี้ สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-02-2026 เมื่อ 18:30 |
| สมาชิก 28 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
|
|