|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ การประชุมมหาเถรสมาคม มีมติให้ปฏิบัติตามพระดำริสมเด็จพระสังฆราช ก็คือ แจ้งให้พระภิกษุสงฆ์ลดการสร้างเครื่องรางของขลังประเภทไสยศาสตร์ ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่ดีมาก..!
ถ้าทุกท่านสังเกตจะเห็นว่ากระผม/อาตมภาพแทบจะไม่แตะเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ส่วนใหญ่ที่สร้าง ถ้าไม่มีรูปพระพุทธก็เป็นรูปพระสงฆ์ หรือถ้าหากว่าเป็นพระโพธิสัตว์ก็ประเภทพระกริ่ง จึงไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์ที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระดำริออกมา แต่ว่าหลายต่อหลายแห่งน่าจะเดือดร้อนกันมาก โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่สร้างเครื่องรางสายเสน่ห์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว เครื่องรางของบ้านเราที่สร้างกันขึ้นมา โดยเฉพาะสายเสน่ห์ เมตตามหานิยม ค้าขาย เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน หรือว่าประเทศจีน มีอยู่ระยะหนึ่งที่กระผม/อาตมภาพขอเดินทางไปประเทศจีน กว่าจะได้วีซ่าก็แทบล้มประดาตาย เนื่องเพราะว่าช่วงนั้นมีพระภิกษุจากเมืองไทย ขนเอาวัตถุมงคลสายเสน่ห์ไปจำหน่ายโดยตรงเลย แต่ละคนบางทีก็ไปกัน ๒ กระเป๋า ๓ กระเป๋าขนาดใหญ่ แล้วเหลือเชื่อว่าขายหมดเกลี้ยงทุกชิ้น..! เมื่อความทราบถึงทางการจีน ไม่ต้องการให้มีการมอมเมาประชาชนของตนเอง ช่วงนั้นจึงมีการคัดกรองกันอย่างจริงจัง เช็คประวัติกันแล้วเช็คประวัติกันอีก กว่าจะอนุมัติวีซ่าออกมา ช่วงนั้นท่านทั้งหลายจะเห็นเครื่องรางแปลก ๆ มีกระทั่งประเภทจิ้งจอกเก้าหาง ซึ่งกระผม/อาตมภาพไม่ทราบเหมือนกันว่า เขาไปเอาตำราที่ไหนมาสร้าง ? หรือเห็นว่าเป็นสิ่งที่คนจีนคุ้นเคยก็เลยทำขึ้นมา ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายเดินทางไปมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ฮ่องกง จะมีคนของเขาที่เจอหน้าก็แบมือขอวัตถุมงคลเลย กระผม/อาตมภาพขึ้นรถแท็กซี่ที่สิงคโปร์ หน้ารถมีทั้งพระพรหมเอราวัณ มีกระทั่งหลวงพ่อคูณ (พระเทพวิทยาคม) วัดบ้านไร่
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:17 |
| สมาชิก 12 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องดีที่เขาทั้งหลายเหล่านี้มีความเคารพและศรัทธา แต่ว่าความศรัทธาของพวกเขานั้น ห่างไกลในเรื่องของศีลของธรรมมาก ส่วนใหญ่แล้วเน้นในเรื่องประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับเท่านั้น
แม้กระทั่งเรื่องของพิธีกรรมพิธีการ การทำบุญต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนบ้านเรา ทุกบ้านจะให้เราไปสวดมนต์และอธิษฐานให้เขาเฉพาะทีละบ้าน จะไม่มีการทำรวมกับคนอื่น กระผม/อาตมภาพจึงไม่ไปอีกเลย..! เมื่อไม่นานมานี้ พระครูเทพ (พระครูปฐมสาธุวัฒน์) เจ้าอาวาสวัดสี่แยกเจริญพร เดินทางไปสิงคโปร์ ๕ วัน กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ระวังเหนื่อยตายนะ..!" พอท่านกลับมา บอกว่า "เหนื่อยขาดใจจริง ๆ ครับหลวงพ่อ ๕ วันได้มา ๔ แสนกว่าบาท แต่มันให้ไปสวดมนต์อธิษฐานให้ทีละบ้าน" ก็เลยบอกไปว่า "จำเอาไว้ว่าทางด้านโน้นธรรมเนียมเขาเป็นแบบนี้ ดังนั้น..ในเรื่องของทานเขาถนัด แต่พอมาเรื่องของศีล ของสมาธิ เขาไม่เอาด้วย ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเราสามารถบันดาลให้เขาสำเร็จลงตรงนั้นได้เลย จะเป็นเรื่องที่ดีมาก..!" การนับถือพระพุทธศาสนาของเขาจึงไม่เหมือนกับบ้านเรา ของเขาจะอยู่ในลักษณะที่ร้องขอ หรือว่ากอบโกย เหมือนอย่างกับแลกกัน ลักษณะแบบนี้มีบางคนในบ้านเราก็เป็น อย่างเช่นว่ามีอยู่ครอบครัวหนึ่ง ภรรยามาทำบุญกับกระผม/อาตมภาพทุกต้นเดือน งวดนั้นชวนสามีมาด้วย พอถวายสังฆทานเสร็จ อาตมภาพก็ "ชะยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง" จบ เขาออกไปบ่นว่า "ทำบุญไปตั้งร้อย สวดให้นิดเดียว ไม่คุ้มเลย..!" เห็นหรือยังว่าแนวคิดแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่แค่ต่างประเทศ แม้แต่ในประเทศของเราก็มี..! วันนี้ในงานทำบุญครบรอบ ๔๐ ปี การเปิดเขื่อนวชิราลงกรณ เจ้าหน้าที่เขาจะให้กระผม/อาตมภาพพรมน้ำมนต์ให้กับบุคลากรทั้งหมดที่มาร่วมงาน กระผม/อาตมภาพชี้ไปที่หลวงพ่อวัดอู่ล่อง (พระครูพิสุทธิ์กาญจนาภรณ์) เจ้าคณะตำบลท่าขนุน เขต ๑ เจ้าอาวาสวัดอู่ล่อง แล้วหลวงพ่อวัดอู่ล่องก็ซาบซึ้ง เพราะว่าพรมน้ำมนต์เขารู้สึกว่าไม่พอ ขอให้เคาะหัวให้ด้วย พอเคาะไปโป๊กเดียว ที่เหลือทั้งหมดก็ยื่นหัวมา..! ยกแขนไม่ขึ้นไปเถอะ..ตูรอดแล้ว..! คือถ้าหากว่าเรารู้ว่าเขาต้องการอะไร เลี่ยงได้ก็เลี่ยง หลบได้ก็หลบ มีคนทำแทนได้จะดีมาก..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:20 |
|
#4
|
||||
|
||||
|
เพียงแต่ว่าพวกเราทั้งหมดมักจะมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือกลัวจะไม่ดัง สมัยที่กระผม/อาตมภาพยังอยู่ที่วัดท่าซุง ญาติโยมมาหาก็จะไล่กลับในเวลาอันรวดเร็ว แล้วมีรุ่นน้องก็คือท่านวิศิษฐ์ สุธมฺมกาโม ท่านถามว่า "หลวงพี่ไล่โยมทำไมครับ ? ผมกลัวคนจะไม่รู้จัก" ก็เลยบอกกับท่านไปว่า "ถ้าหากว่าท่านรู้จักคนปีละ ๑๐ คน บวชอยู่ได้ ๑๐ ปี ไอ้ ๑๐๐ คนนั้นผลัดกันมาหา ท่านก็ไม่ต้องนอนแล้ว..!" กระผม/อาตมภาพไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนนี้ท่านซาบซึ้งหรือยัง ?
ต้องนึกถึงคำพูดของหลวงปู่จันทร์ - หลวงปู่พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล ป.ธ. ๕) อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง วรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นท่านเป็นเจ้าคุณพระเทพกวี อยู่วัดป่าดาราภิรมย์ ท่านพูดจากประสบการณ์แท้เลยว่า "ถ้าอยากดังก็อย่าหวังความสงบ" ถ้าทุกท่านรู้จักสังเกตจะเห็นว่า พวกเรามีอยู่ประเภทหนึ่ง ประมาณว่ากลัวจะอยู่กับกระผม/อาตมภาพนานเกินไป ไม่มีโอกาสที่จะออกไปแสดงฝีมือทางด้านนอก พูดง่าย ๆ ว่าถ้าอยู่ที่นี่แล้วดังช้า กระผม/อาตมภาพจะสมน้ำหน้าก็ใช่ที่ การรบกับผู้คนนั้น ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือกำลังใจของเราต้องมั่นคงก่อน ถ้ากำลังใจยังไม่มั่นคง เราทนแรงเสียดทานไม่ได้ เดี๋ยวก็พังหมด เนื่องเพราะว่าเรื่องของสมาธิภาวนานั้นเอาแน่ไม่ได้ ถ้าขาดการปฏิบัติต่อเนื่องก็ดี เหนื่อยมาก ๆ หิวมาก ๆ หรือเจ็บไข้ได้ป่วยก็ตาม สมาธิจะไม่เอากับเราด้วย ถึงเวลานั้นแล้ว กิเลสจะตีกลับ..! เราสูญเสียครูบาอาจารย์ดี ๆ ไปมากต่อมากแล้ว ในรุ่นที่ท่านทั้งหลายทัน ๆ อยู่ก็อย่างเช่นท่านอาจารย์นิกร ธมฺมวาที วัดดอยนางแล ท่านอาจารย์ยันตระ อมโร วัดสุญญตาราม หรือหลวงพ่อภาวนาพุทโธ วัดสามพราน ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็มาแนวเดียวกัน ก็คือพอปฏิบัติไป กำลังใจเริ่มสงบ ความสามารถพิเศษปรากฏขึ้น คนก็ไปกวน "หัวไม่วาง หางไม่เว้น" ในเมื่อไม่มีเวลาปฏิบัติเพื่อระงับกิเลสตัวเอง ท้ายที่สุดเมื่อกิเลสตีกลับก็เสียผู้เสียคนอย่างที่เห็น จึงเป็นตัวอย่างที่พวกเราควรที่จะตระหนักให้มาก
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:23 |
| สมาชิก 12 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
โดยเฉพาะหลายต่อหลายท่านที่ออกจากวัดท่าขนุนไปแล้ว ตอนนี้ก็น่าจะซาบซึ้งว่าการที่ รัก โลภ โกรธ หลง ยังเต็มตัว แล้วต้องไปชนกับกิเลสของญาติโยมนั้น รสชาติชีวิตเป็นอย่างไร ?! แต่กระผม/อาตมภาพก็ไม่ได้ห้ามไม่ได้ปราม เมื่ออยากรู้ก็สนับสนุน อยากไปก็เชิญ..! ถ้าอยู่ครบ ๕ พรรษา มีสิทธิ์ที่จะไปอยู่ไหนก็ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าก่อน ๕ พรรษาต้องไปอยู่วัดสายท่าขนุน ที่มีครูบาอาจารย์พรรษามากเป็นเจ้าอาวาสอยู่ พอที่จะแนะนำสั่งสอนได้
กระผม/อาตมภาพเองมีโอกาสบวชอยู่กับหลวงพ่อวัดท่าซุงแค่ ๗ ปี ๗ พรรษายังรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรได้น้อยเหลือเกิน ถ้าหากว่าหลวงพ่อท่านยังอยู่ต่อได้อีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็ตั้งใจว่าจะอยู่เพื่อฝึกฝนขัดเกลาตัวเองตามเวลาที่หลวงพ่อท่านยังอยู่ แต่ถึงท่านไม่อยู่แล้ว ออกจากวัดมา กระผม/อาตมภาพเองก็ยังตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมอย่างชนิด "หัวไม่วาง หางไม่เว้น" ทุกท่านก็จะเห็นว่ากระผม/อาตมภาพหวงความเป็นส่วนตัวมาก เพราะว่าถ้าให้ญาติโยมกวนมาก ๆ ไม่แน่ใจว่าจะรักษาอารมณ์ใจได้หรือเปล่า ? ไม่ใช่อย่างพวกท่านที่ "ความรู้แค่หางอึ่ง" แล้วไปประมาท..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่กล่าวมานี้จึงอยากจะให้ทุกท่านศึกษาและเป็นบทเรียนเอาไว้ว่า ถ้าตราบใดที่กำลังใจของเรายังไม่มั่นคงพอ พูดง่าย ๆ ว่ายังลอยคออยู่ในทะเล แล้วก็ไปยุ่งเกี่ยวกับวาระกรรมของชาวบ้านเขามาก ๆ เดี๋ยวก็ได้จมตายไปด้วยกัน..! ถ้ายังอยู่ในทะเล อย่างน้อยต้องเป็นหินใหญ่กลางสายน้ำ ก็คือน้ำจะแรงแค่ไหน เราต้องไม่หวั่นไหว หรือถ้าหากว่ากลายเป็นเกาะ มีความมั่นคงมาก เป็นที่อาศัยของคนหมู่มากได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็คือต้องขึ้นฝั่งให้ได้ก่อน พูดง่าย ๆ ว่าต้องเอาตัวรอดก่อน แล้วค่อยช่วยเหลือคนอื่น ไม่อย่างนั้นแล้ว ถ้าหากว่าหน้าด้านหน้าทนไม่พอ ส่วนใหญ่พอไกลครูบาอาจารย์ ท้ายที่สุดก็พัง ถ้าไม่สึกหาลาเพศไป ก็ต้องทนหน้าด้านอยู่ต่อไป ทั้ง ๆ ที่กำลังใจห่วยแตกแบบนั้นเอง..! สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:25 |
| สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 3 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 3 คน ) | |
|
|