|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 34 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เรื่องมหามงคลใหญ่ของชาวทองผาภูมิ ก็คือพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จมาเปิดสวนสุขภาพสราญจิต เขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งสร้างขึ้นเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระองค์ท่านเจริญพระชนมายุ ๗๒ พรรษา ซึ่งผ่านพ้นไปแล้วด้วยดี
เพียงแต่ว่าการจัดงานนั้นมีข้อผิดพลาดที่ไม่น่าจะเป็นข้อผิดพลาดอยู่ ก็คือการจัดสถานที่ให้ประชาชนได้เฝ้ารับเสด็จ ด้วยความที่ต้องการความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทางเขื่อนวชิราลงกรณจึงได้ตั้งเต็นท์เป็นแนวยาวอยู่ข้างถนน แต่ว่าเป็นแนวที่ห่างจากถนนช่วงใหญ่ เนื่องเพราะว่าจากถนนลงไปยังเป็นไหล่ทาง กว่าจะเป็นพื้นราบที่ตั้งเต็นท์ได้ ประกอบกับเมื่อเสร็จพิธีแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรถผ่านไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์เลย ดังนั้น..บรรดาประชาชนที่เฝ้ารออยู่จึงได้เห็นแค่ไกล ๆ บางท่านบอกว่ากำลังจะเห็นได้ถนัดก็โดนคนอื่นบังพอดี ซึ่งถ้าหากว่าเป็นการเที่ยว สิ่งที่ตั้งใจไปแล้วไม่ครบก็ถือว่าจะได้ไปใหม่..! แต่การเสด็จของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน บางทีอาจจะอีกหลายปีถึงจะมีอีกสักครั้งหนึ่ง..! ความจริงถ้าตามที่กระผม/อาตมภาพพิจารณาดูแล้ว ช่วงที่พระองค์ท่านทรงเปิดป้ายและทรงปลูกต้นรวงผึ้งแล้ว เสด็จไปเพื่อจะดูสนามการแข่งขันจักรยานขาไถพวกนั้น ถ้าให้ชาวบ้านอยู่สองข้างทางที่เสด็จพระราชดำเนิน ก็จะได้เฝ้าอย่างใกล้ชิด แต่ว่าทางเขื่อนวชิราลงกรณน่าจะต้องการความเรียบร้อย แล้วอีกประการหนึ่ง ฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็น่าจะ "ประกันความเสี่ยง" ก็เลยไม่ให้มีการเข้าเฝ้าในเส้นทางนั้น พวกเราทั้งหลายที่พลาดจากการได้ชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด ก็ให้ไปเปิดข่าวในพระราชสำนักดูวนสักสามรอบก็แล้วกัน..! เนื่องเพราะว่าเป็นข่าวคราวของบ้านเราเอง ถ้าเป็นไปได้ก็โหลดเก็บเอาไว้ด้วย จะได้เล่าให้ลูกให้หลานฟังกันทีหลัง อีกส่วนหนึ่งก็คืออากาศที่เย็นลงในช่วงนี้ ท่านทั้งหลายก็จะเห็นแล้วว่าสภาพอากาศกระโดดขึ้นกระโดดลงแรงมาก คนแก่หรือคนป่วยที่ทนไม่ไหวก็มักจะเสียชีวิต อย่างที่เมื่อทำวัตรค่ำกันเสร็จแล้ว หลายท่านก็ต้องไปสวดพระอภิธรรมงานศพ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะห่างหมอห่างยาไม่ได้ แต่ว่าให้พยายามทำใจอยู่ในลักษณะปล่อยวาง ก็คือถ้ารักษาหายได้ก็หาย ถ้ารักษาเต็มที่แล้วไม่หาย จะตายก็ช่างมัน สภาพจิตของเราจะได้ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นอยู่กับร่างกายนี้มากนัก เป็นการซักซ้อมความเคยชินในการปล่อยวางร่างกายของเราในระดับหนึ่ง ถ้าสามารถปล่อยวางได้หมด ก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:15 |
| สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
อีกส่วนหนึ่งก็คือท่านอาจารย์วิสุทธิ์ วรรณวงษ์ศิริ ซึ่งกระผม/อาตมภาพถือว่าท่านเป็นครูบาอาจารย์คนหนึ่ง เพราะว่ารู้จักท่านตั้งแต่ยังเป็นพระอาจารย์วิสุทธิ์ วิสุทฺโธ วัดอโศการาม จนกระทั่งสึกหาลาเพศออกมา ท่านอาจารย์วิสุทธิ์ศึกษาเกี่ยวกับเครื่องรางของขลังได้ลึกซึ้งมาก ถ้าหากว่าเครื่องรางชิ้นไหนที่กระผม/อาตมภาพไม่รู้จัก ก็จะถ่ายรูปส่งไปให้ท่านพิจารณา ท่านก็จะบอกวัด บอกครูบาอาจารย์คนสร้าง และประเมินราคาปัจจุบันให้ด้วย ว่าควรจะจับในราคาไหนจึงจะไม่ขาดทุน ?!
ท่านอาจารย์วิสุทธิ์ปีนี้อายุ ๖๒ ปี ตรงกับวันที่ ๘ มกราคมนี้พอดี ท่านจึงได้ส่งเครื่องรางจำนวนหนึ่งมาให้ บอกว่าเป็นการชำระหนี้สงฆ์ เพราะท่านเองก็ไม่แน่ใจว่า การเล่นเครื่องรางของขลังมาตลอดชีวิตนั้น ไปบูชาเอาวัตถุมงคลที่เขาแอบขุดมาจากกรุในวัดต่าง ๆ ไว้บ้างหรือเปล่า ? จึงฉวยโอกาสทำบุญชำระหนี้สงฆ์ในวันเกิดของตนเอง ด้วยการส่งวัตถุมงคลมาให้กระผม/อาตมภาพออกจำหน่าย เพื่อหาทุนช่วยในการศึกษาพระภิกษุสามเณร เพียงแต่ว่าของท่านส่วนใหญ่จะไม่ให้ตั้งราคาสูง พูดง่าย ๆ ว่าไม่ให้ใช้ราคาท้องตลาด ซึ่งโดยปกติแล้ว กระผม/อาตมภาพเองก็ไม่ได้ใช้ราคาท้องตลาด แต่ก็จะสูงกว่าท่านอาจารย์วิสุทธิ์ ของท่านเองนั้น ท่านบอกว่าถ้าเราตั้งราคาสูงไป คนที่บูชาไป ถ้าต้องการเอาไป "ออกตัว" ต่อ ก็จะจำหน่ายได้ยาก ดังนั้น..กระผม/อาตมภาพจึงได้ถ่ายรูปคร่าว ๆ ส่งให้ไอ้ตัวเล็ก เพื่อนำไปลงในกระทู้ทุนการศึกษาของเว็บไซต์วัดท่าขนุน ใครที่สนใจของดีราคาถูกก็รีบไปบูชากัน เพราะว่ามีอย่างละไม่มากนัก ในเรื่องของเครื่องรางของขลังนั้น ถ้าไม่ใช่รักชอบกันจริง ๆ ได้ของที่มั่นใจมาชิ้นหนึ่ง ก็ใช้ติดตัวคู่ตัวไปได้แล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องไปตะเกียกตะกายหามาให้มากมายสิ้นเปลืองเงินทองเปล่า ๆ ยกเว้นว่าท่านที่รักชอบด้านนี้จริง ๆ แล้วไม่ลำบากด้วยเรื่องของเงินทอง หรือว่าหลายท่านที่อยู่ในวงการ มาคว้าเอาของถูกแล้วไป "ปล่อย" ต่อ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแล้วแต่ท่านก็แล้วกัน
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:17 |
| สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
สำหรับช่วงนี้วัดท่าขนุนของเรา พระเณรไปอบรมบาลีก่อนสอบที่วัดพุทธบริษัทถึง ๑๘ รูปด้วยกัน ส่วนที่เหลือ หน้าที่การงานเวรยามอะไร ก็ให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนรับแทนเพื่อนฝูงไปก่อน หลังจากอบรมเสร็จแล้วก็เป็นการสอบ จากนั้นค่อยกลับเข้าสู่ระบบระเบียบเดิมของเรา
เรื่องของหน้าที่การงานต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ต้องเสียสละ เนื่องเพราะว่าหน้าที่บางอย่างก็ไม่มีคนทำ อย่างสมัยหลวงพ่ออุตตมะ (พระราชอุดมมงคล วิ.) วัดวังก์วิเวการาม ท่านบวชเณรอยู่ หน้าที่ซึ่งท่านทำเป็นประจำก็คือกวาดลานโบสถ์ ลานเจดีย์ เนื่องเพราะว่าท่านอ่านในมิลินทปัญหาว่า พระนาคเสนกวาดลานวัดแล้ว ใช้ให้สามเณร ซึ่งภายหลังคือพระยามิลินท์ นำขยะไปทิ้ง เมื่อสามเณรดื้อ มัวแต่เล่นอยู่ ไม่มาเอาขยะไปทิ้งเสียที ท่านก็เลยตีด้วยไม้กวาด สามเณรเมื่อเจ็บตัวจึงค่อยเอาขยะไปทิ้งที่แม่น้ำ เห็นแม่น้ำกำลังไหลต่อเนื่องตามกันไม่มีที่สิ้นสุด ก็เกิดความคิดขึ้นมา อธิษฐานว่า "อานิสงส์ที่นำขยะมาทิ้งนี้ ถ้าเกิดใหม่ขอให้มีปัญญาไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนสายน้ำที่ไหลต่อเนื่องนี้ สามารถตั้งคำถามสอบถามผู้อื่นได้โดยไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับแม่น้ำตรงหน้า" พระนาคเสนที่ตั้งใจจะลงมาท่าน้ำเพื่อสรงน้ำ ได้ยินแล้วก็ยังตกใจว่าสามเณร "เล่นใหญ่" เกินไปแล้ว ถ้าหากว่าเป็นไปตามนี้จริง ถึงยุคนั้นสมัยนั้นจะไม่มีใคร "เอาอยู่" ท่านจึง "อธิษฐานทับ" ไปทีหลังว่า "ด้วยความที่เป็นผู้กวาดขยะเอง แล้วใช้ให้สามเณรเอาขยะมาทิ้ง บุญกุศลส่วนนี้ ถ้าสามเณรไปเกิด จะถามปัญหาอะไรก็ขอให้ท่านตอบได้ทุกอย่าง" จึงเกิดมาเป็นพระนาคเสนกับพระยามิลินท์คู่ปรับกัน หลวงพ่ออุตตะมะท่านจึงตั้งหน้าตั้งตากวาดลานโบสถ์ลานเจดีย์ ชนิดที่ไม่ยอมให้ใครมาแย่ง แล้วงานอีกอย่างหนึ่งที่คิดไม่ถึงก็คือ การเหลาไม้เช็ดก้น สมัยก่อนไม่ได้มีกระดาษเหมือนอย่างสมัยนี้ แม้แต่ตอนกระผม/อาตมภาพยังเด็กอยู่ ก็มีการใช้ไม้เช็ดก้นเป็นปกติ ซึ่งภาษาอีสานเรียกว่า "ไม้แก้งขี้" คราวนี้การเหลาไม้ ในเมื่ออยู่ในวัดที่มีพระเป็นจำนวนมากก็เหลาไม่ไหว แค่พระเข้าส้วมกันคนละรอบต่อวัน ถ้าพระเป็นร้อย สามเณรก็เหลาไม้ไม่ไหวแล้ว หลวงพ่ออุตตะมะท่านจึงไปรวบรวมไม้เก่าที่เขาใช้แล้ว และทิ้งใส่ตะกร้าไว้มาทำความสะอาด ก็คือใส่กะละมัง ตักน้ำใส่ลงไป แล้วเหยียบทำความสะอาดหลาย ๆ รอบ จากนั้นค่อยเอาไปตากแดดแห้ง แล้วนำกลับมาใช้งานได้ใหม่ เรื่องพวกนี้เป็นงานที่ไม่มีใครทำ แต่หลวงพ่อท่านตั้งใจทำ โดยที่อธิษฐานอยู่ในลักษณะที่ว่า "ผลที่ได้ทำความสะอาดไม้ชำระนี้ ขอให้สามารถที่จะชำระใจของตนให้พ้นจากกิเลสทั้งหลายได้ เหมือนกับการทำความสะอาดไม้ชำระนี้ด้วยเถิด" เรื่องพวกนี้จึงอยู่ที่พวกเราเองว่า อันดับแรกก็คือ การงานของเราทุกอย่าง เราเห็นว่าเป็นงานเพื่อพระพุทธศาสนา หรือเป็นงานเฉพาะตัว ? ถ้าเห็นว่าเป็นงานเฉพาะตัว บางทีก็เกี่ยงกัน เพราะว่าเหนื่อย แต่ถ้าเห็นว่าทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ทำงานเพื่อสงฆ์ ก็จะมีปีติช่วยเหลือแบบหลวงพ่ออุตตะมะท่าน ที่ทำโดยไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เพราะว่าหวังอานิสงส์จากงานต่าง ๆ ดังที่ได้เล่ามาแล้ว จึงอยู่ที่พวกเราเองว่าจะวางกำลังใจอย่างไรให้ถูกในขณะที่ทำงาน ถ้าวางกำลังใจไม่ถูกก็ได้อานิสงส์น้อย ถ้าวางกำลังใจถูกก็ได้อานิสงส์มาก สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:22 |
| สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 2 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 2 คน ) | |
|
|