กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ปี ๒๕๖๙ > เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนมกราคม ๒๕๖๙

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 06-01-2026, 20:08
พิชวัฒน์'s Avatar
พิชวัฒน์ พิชวัฒน์ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Aug 2014
ข้อความ: 627
ได้ให้อนุโมทนา: 3,308
ได้รับอนุโมทนา 29,557 ครั้ง ใน 1,115 โพสต์
พิชวัฒน์ is on a distinguished road
Default เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๙

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๙


ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 32 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 07-01-2026, 00:38
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,679
ได้ให้อนุโมทนา: 160,490
ได้รับอนุโมทนา 4,525,695 ครั้ง ใน 37,295 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศที่ทองผาภูมิอยู่ที่ ๑๗ องศาเซลเซียส แต่เนื่องจากว่าการบิณฑบาตช่วงเช้านั้นหมอกลงหนักมาก ยืนยันได้ว่าอากาศพรุ่งนี้จะเย็นลงไปอีก

เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าหมอกเกิดจากสองสาเหตุ สาเหตุแรกก็คืออากาศหนาวมากระทบอากาศที่ร้อนกว่า อย่างของวันนี้ ก็แปลว่าอุณหภูมิจะลดลงไป อีกสาเหตุหนึ่งก็คืออากาศร้อนมากระทบกับอากาศหนาว ถ้าเป็นอย่างนี้เกิดหมอกแล้ว วันต่อไปอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น

เรื่องของน้ำ เรื่องของลม จะมีทางเดินของตนเอง ความจริงกระผม/อาตมภาพอยากให้ทุกคน เมื่อปฏิบัติตามที่บอกไปแล้วจนถึงระดับที่ว่า เหมือนอย่างกับโลกทั้งใบเป็นวัตถุเล็ก ๆ อยู่ภายใต้ร่างกายของเรา ฉวยโอกาสตอนนั้นพิจารณาให้ชัดเจน เราก็จะเห็นว่ามีทั้งกระแสแม่เหล็กโลก มีทั้งกระแสน้ำ มีทั้งกระแสลม ต่างก็มีทิศทางและวงโคจรของตนเอง ถ้าทุกท่านสังเกตจะเห็นว่า อย่างแนวเขาที่ล้อมรอบอำเภอทองผาภูมิอยู่นั้น ตั้งแต่ช่วง "เขาเย็น" บริเวณเขื่อนวชิราลงกรณ แล้วก็วิ่งยาวเลาะลำน้ำลงไปทางไทรโยค เมื่อถึงเวลาเกิดเมฆหมอก จะเกิดที่บริเวณนั้น เนื่องเพราะว่านั่นก็คือเส้นทางเดินหรือว่ากระแสลม ซึ่งจะนำพาเมฆหมอกไปในบริเวณนั้น

วิชาการเหล่านี้ สมัยก่อนหลวงพ่ออุตตมะ (พระราชอุดมมงคล วิ.) วัดวังก์วิเวการาม ท่านชำนาญมาก ท่านเรียนมากจากตำราของฝ่ายมอญ เรียกว่า "วิชาโลกะวิทู" ก็คือรู้แจ้งโลก แต่เป็นการรู้แจ้งโลกก็คือ "โอกาสโลก" ก็คือดวงดาวดวงนี้ ไม่ใช่รู้แจ้งใน "สัตวโลก" โลกคือหมู่สัตว์ ๓๑ ภพภูมิ และ "สังขารโลก" โลกคือสังขารร่างกายนี้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เรียนรู้มา ถ้าหากว่าไม่มีโอกาสก็ไม่ได้ใช้งาน

สมัยนั้นปศุสัตว์ทหารบกหาสถานที่ตั้ง พูดง่าย ๆ ว่าที่เลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม มากราบเรียนถาม หลวงพ่ออุตตมะก็เมตตาไปชี้จุดให้ ก็คือบริเวณที่ตั้งของช่องเขาขาดในปัจจุบันนี้นั่นเอง ท่านบอกว่าบริเวณนั้นอากาศไหลเวียนถ่ายเทได้ดี ทำให้สัตว์เจริญเติบโตเร็ว และไม่เป็นโรคง่าย ถ้าที่ไหนอากาศหมักหมมไม่ถ่ายเท โรคภัยไข้เจ็บจะเกิดขึ้นง่ายมาก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-01-2026 เมื่อ 02:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 07-01-2026, 00:42
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,679
ได้ให้อนุโมทนา: 160,490
ได้รับอนุโมทนา 4,525,695 ครั้ง ใน 37,295 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แล้วก็มีลูกศิษย์ของท่านที่อยู่ทางกรุงเทพฯ มาปรึกษา อยากจะซื้อที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งทางด้านนายหน้าผู้ติดต่อพาไปดูที่ดินแล้ว แค่ขุดลงไปไม่ลึกนัก ก็ยังเจอแร่ดีบุก - แร่วุลแฟรมจำนวนมาก หลวงพ่ออุตตมะไปดูแล้วก็แจ้งแก่ญาติโยมว่า "อย่าไปซื้อ เขาหลอกเรา คาดว่าพวกแร่ดีบุก - แร่วุลแฟรมนั้น จะเกิดจากการที่เขาเอาไปฝังไว้ก่อน เนื่องเพราะว่าลักษณะของแนวเขาและลำห้วย ตลอดจนกระทั่งผืนป่า ลักษณะอย่างนั้นไม่ใช่ที่กำเนิดของแร่ดีบุกหรือแร่วุลแฟรม" จึงทำให้ลูกศิษย์ของท่านรอดพ้นจาก "แก๊งคอลเซ็นเตอร์โบราณ" หลอกเอา

เพียงแต่ว่าถ้าโลกะวิทูตามแบบขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือรู้ถ้วนถึงธรรมทั้งหมด รู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่าง และสิ่งที่กล่าวมาเป็นสัจธรรมที่ไม่สามารถจะคัดค้านได้ อย่างเช่นพระองค์ตรัสว่า "สัพเพ สังขารา อนิจจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง" เกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง สลายไปในที่สุด ไม่มีใครเถียงได้ เพียงแต่ว่าถ้าบุคคลที่ปัญญาไม่ถึง ก็จะโดน "สันตติ" คือความสืบเนื่องนั้น มาปิดบัง "อนิจจา" คือความไม่เที่ยงเอาไว้ อย่างเช่นว่าร่างกายของเราก้าวไปสู่ความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยความที่ว่าการเกิดนั้นมาทัน ๆ กัน ต่อเนื่องกัน เซลล์เก่าตายลงไป เซลล์ใหม่เกิดขึ้นทดแทน

เมื่อมีความต่อเนื่องในลักษณะอย่างนี้ ถ้าปัญญาไม่ถึง เราก็ไม่สามารถที่จะแยกแยะได้ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่เที่ยงจริง ยกเว้นว่าได้เห็นตัวอย่างที่ชัดเจน อย่างเช่นว่าเด็กทารก เด็กเล็ก เด็กโต เด็กหนุ่มเด็กสาว หรือว่า หนุ่มสาว วัยกลางคน คนชรา มาอยู่รวมกันในที่เดียว ถ้าท่านที่ปัญญาถึงก็จะมองเห็นความไม่เที่ยงอย่างชัดเจน แต่ถ้าปัญญายังไม่ถึง ต่อให้ทิ่มลูกตาอยู่ตรงนั้นก็มองไม่เห็นอยู่ดี..!

พระองค์ท่านตรัสว่า "สัพเพ สังขารา ทุกขา สังขารทั้งหลายประกอบไปด้วยความทุกข์" คือสิ่งที่ทำให้เราต้องทน ก็แปลว่าทุกข์มากหรือว่าทุกข์น้อย ล้วนแล้วแต่ต้องทนทั้งนั้น จึงทำให้คนหลงเข้าใจผิดว่ามีความสุข ความจริงแล้วความสุขนั่นก็คือช่วงที่ความทุกข์น้อยลงเท่านั้นเอง..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-01-2026 เมื่อ 02:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 07-01-2026, 00:45
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,679
ได้ให้อนุโมทนา: 160,490
ได้รับอนุโมทนา 4,525,695 ครั้ง ใน 37,295 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระองค์ท่านตรัสว่าอิริยาบถปิดบังส่วนของความทุกข์ อย่างเช่นว่านั่งแล้วเมื่อยก็ขยับไปทำอย่างอื่น ยืนแล้วเมื่อยก็ขยับไปทำอย่างอื่น เป็นต้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความรู้สึกทุกข์นั้นจืดจางเลือนลางลง ความจริงแล้วยังทุกข์อยู่ แต่เรามองไม่เห็น ก็เลยคิดว่าไม่ทุกข์ อิริยาบถคือความเคลื่อนไหวต่าง ๆ จึงเป็นตัวปิดบังความทุกข์ที่ดีมาก ทำเอาพวกเราจนป่านนี้ บางทีก็ยังมองเห็นไม่ชัดเจนสักที..!

พระองค์ท่านตรัสว่า "สัพเพ สังขารา อนัตตา ไม่มีสังขารใดเป็นเราเป็นของเรา" ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นมาจากธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม แม้แต่ร่างกายนี้ก็เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม เช่นกัน เพียงแต่ว่าเมื่อมีจิตมาอาศัยอยู่ มีไออุ่นก็คือปราณหรือพลังชีวิต มีวิญญาณ คือประสาทความรู้สึก เราก็หลงไปคิดว่าเป็นเราเป็นของเรา พระองค์ท่านตรัสว่า "ฆนะ" คือความควบรวมกันเป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน ปิดบังอนัตตา คือความไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา

ดูแค่ศาลา ๑๐๐ ปีหลวงปู่สายหลังนี้ สิ่งที่เราเห็นก็คือความควบรวมกันเป็นศาลาขึ้นมา เป็นตัวอาคาร มีเสา มีข้างฝา มีประตู มีหน้าต่าง มีชั้น ๒ ชั้น ๓ มีหมู่เรือนไทย แต่ถ้าหากว่าเรามองตั้งแต่แรกจะเห็นว่า ตรงนี้คือพื้นดินเปล่า ๆ มีการวางแบบ ผูกเหล็ก เทโครงขึ้นมา ก็คือประกอบไปด้วยเหล็ก เหล็กเส้นใหญ่เส้นเล็ก เหล็กที่เป็นลวด แล้วหลังจากนั้นก็มีส่วนผสมของอิฐหินปูนทราย รวมกันขึ้นมา

ถ้าเราแยกแยะออกก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นศาลา ๑๐๐ ปีหลวงปู่สาย นอกจาก ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประกอบขึ้นชั่วคราว ตลอดระยะเวลาก็ยังมีความทุกข์เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิต เขาเรียกว่าสภาวทุกข์ ก็คือทุกข์โดยสภาพ เคลื่อนไปหาความเก่า เคลื่อนไปหาความเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไปหาความพัง อยู่ตลอดเวลา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-01-2026 เมื่อ 02:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 07-01-2026, 00:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,679
ได้ให้อนุโมทนา: 160,490
ได้รับอนุโมทนา 4,525,695 ครั้ง ใน 37,295 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ดังนั้น..ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกะวิทู จึงเป็นการรู้แจ้งในอริยสัจที่ใครก็ถกเถียงไม่ได้ ยกทฤษฎีอะไรขึ้นมาก็หักล้างไม่ได้ เราจะเห็นว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น แท้จริงแล้วพระองค์ท่านเป็นอัจฉริยะมนุษย์สุดประเสริฐ สิ่งที่พระองค์ท่านรู้เหมือนอย่างกับใบไม้ทั้งป่า แต่พระองค์ท่านเก็บมาสอนพวกเราแค่กำมือเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราอยู่สุขในปัจจุบัน อยู่สุขในอนาคต และเกิดความสุขสูงสุด ก็คือหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพาน

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าหากว่าเราคิดไป ตรองไป ก็จะเห็นความสามารถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ยิ่งใหญ่ล้นฟ้าล้นแผ่นดิน พระองค์ท่านนอกจากชี้ทางในการบรรเทาทุกข์แก่พวกเราแล้ว ยังชี้ทางในการพ้นทุกข์ให้อีกด้วย เมื่อเราเห็นชัดเจนแล้วว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ โลกนี้มีแต่ความทุกข์ ถ้าหากว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ของเราสมบูรณ์ถึงพร้อม สภาพจิตก็จะเกิดการเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ถอนการยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา ถอนได้มากก็เป็นพระอริยเจ้าระดับสูงมาก ถอนได้น้อยก็เป็นพระอริยเจ้าระดับต่ำลงมา หรือว่ารู้เท่าทันระงับได้บ้าง ก็จัดเป็นกัลยาณชนคนมีศีลมีธรรม

สิ่งที่พระองค์ท่านสอน พระองค์ท่านบอก พระองค์ท่านกล่าว ไม่สามารถทำแทนกันได้ แต่ละคนต่างต้องใช้ความสามารถของตนขวนขวายให้เต็มที่ ต่อให้ไปไม่ถึงที่สุด ก็ให้การเวียนว่ายตายเกิดของเราเหลือน้อยที่สุดให้ได้ก็แล้วกัน

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอังคารที่ ๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-01-2026 เมื่อ 02:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:09



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว