|
#1
|
||||
|
||||
|
เทศน์วันมาฆบูชา วันอังคารที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ https://www.youtube.com/live/KJvAlya_xWM เทศน์เริ่มนาทีที่ ๕๐.๑๕ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนนฺ ติฯ ณ บัดนี้ อาตมภาพรับหน้าที่วิสัชนาในมาฆปูชากถา เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา เพิ่มพูนบารมี เสริมสร้างกุศลบุญราศี แก่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ซึ่งพร้อมใจกันมาบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันมาฆบูชา ณ วัดท่าขนุนแห่งนี้ ญาติโยมทั้งหลาย วันมาฆบูชานั้นเป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา เนื่องเพราะว่าเป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ก็คือ หลักการ อุดมการณ์ และวิธีการ ในพระพุทธศาสนาว่า เมื่อพระภิกษุสงฆ์ของเราออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้มีคำสอนไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งพระองค์ท่านจะเริ่มต้นที่ว่า.. แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:07 |
| สมาชิก 8 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ หยาดฝน ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กมลโกศลจิต (วันนี้), ชุณหพงศ์ (วันนี้), เถรี (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), สัญญะจิตโต (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
"ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา" แปลว่า ขันติ คือ ความอดกลั้นนั้น นับว่าเป็นตบะอย่างแท้จริง เนื่องเพราะว่าในสมัยนั้น บรรดานักบวชมักจะนิยมการบำเพ็ญตบะด้วยการทรมานตนเอง ใครสามารถอดทนได้นานกว่า ทำได้มากกว่า ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีตบะสูง เหล่านี้เป็นต้น
องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น เมื่อพระองค์ท่านตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วจึงได้ประกาศหลักการในพระพุทธศาสนา ก็คือว่า การบำเพ็ญตบะของพระพุทธศาสนานั้นก็คือ ความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่มากระทบทั้งปวง ลำดับต่อไปนั้น พระองค์ท่านตรัสว่า "นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา" คือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์นั้นจักสอนจนกระทั่งถึงจุดสูงสุด คือ พระนิพพาน "น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี"บุคคลที่ยังเข่นฆ่าผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตคือนักบวช "สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต" ผู้ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ไม่ชื่อว่า สมณะ คือ ผู้ที่บาปอันลอยแล้ว เนื่องเพราะว่าในยุคนั้นสมัยนั้นมีการแข่งขันกันทางศาสนาเป็นอย่างมาก ต่างคนต่างก็ประกาศหลักการของตนเอง แต่ว่ายังมีการเบียดเบียนเข่นฆ่าผู้อื่นอยู่ อย่างเช่น การบูชายัญด้วยชีวิตสัตว์ทีละเป็นร้อย ๆ ดังนั้น..พระองค์ท่านจึงกล่าวอย่างชัดเจนว่า บุคคลผู้ได้ชื่อว่า สมณะ คือ ผู้ที่ปราศจากบาปแล้ว จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น เหล่านี้เป็นต้น แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:12 |
| สมาชิก 7 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ หยาดฝน ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กมลโกศลจิต (วันนี้), ชุณหพงศ์ (วันนี้), เถรี (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), สัญญะจิตโต (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
แล้วพระองค์ท่านได้กล่าวถึงอุดมการณ์ในพระพุทธศาสนาว่า..
"สพฺพปาปสฺส อกรณํ" ให้ละเว้นจากการทำชั่วทั้งปวง ก็คือ ไม่คิดชั่ว ไม่พูดชั่ว และไม่ทำชั่ว แปลว่า ทั้งกาย ทั้งวาจา และทั้งใจของเรา จะต้องชำระให้บริสุทธิ์สะอาดโดยสิ้นเชิง "กุสลสฺสูปสมฺปทา" ขอให้ทุกท่านได้กระทำความดีให้ถึงพร้อม ความดีด้วยกาย ด้วยวาจา ก็คือ การควบคุมไว้ด้วยศีล ความดีทางใจนั้นควบคุมด้วยสมาธิ แล้วทั้งกายและวาจาก็อยู่ภายใต้การควบคุมของใจด้วยปัญญา รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ยอมให้สิ่งชั่วเข้ามากล้ำกลายจิตใจของตัวเอง ถ้าหากว่าทำดังนี้ได้ก็จะเข้ากับหลักการสุดท้าย ก็คือในข้อที่ว่า "สจิตฺตปริโยทปนํ" คือการชำระจิตของตนให้ขาวสะอาด ปราศจากความชั่วทั้งปวง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้นั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะประกาศเอาไว้ชัดเจนเมื่อตั้งพระศาสนาแล้ว ดังนั้น..ถ้าใครศึกษาในพระไตรปิฎกส่วนของ "พุทธวงศ์" ในขุททกนิกาย จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ประกาศพระพุทธศาสนาแล้ว ต้องมีการแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ บางองค์ก็แสดง ๒ ครั้ง บางองค์ก็แสดง ๓ ครั้ง เนื่องเพราะว่าอายุพระศาสนาของพระองค์ท่านนานมาก บางองค์ก็ ๓๐,๐๐๐ ปีเป็นต้น ถ้าประกาศศาสนาไปนาน ๆ ผู้ที่มารุ่นหลังลืมไปแล้วว่าหลักการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เมื่อหลายพันหรือว่าเป็นหมื่นปีมาแล้วคืออะไร ? องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงต้องแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ซ้ำอีก เมื่อผ่านไป..ถ้าหากว่าเลือนลางจืดจางไปอีก ก็จะมีการแสดงซ้ำเป็นวาระที่ ๓ เป็นต้น แต่องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น อายุการประกาศศาสนาของพระองค์ท่านมีแค่ ๕,๐๐๐ ปี องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้แสดงโอวาทปาฏิโมกข์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:11 |
| สมาชิก 8 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ หยาดฝน ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
กมลโกศลจิต (วันนี้), ชุณหพงศ์ (วันนี้), เถรี (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (วันนี้), พุทธภูมิ (วันนี้), มารวย๙ (วันนี้), สัญญะจิตโต (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)
| ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
หลังจากนั้นก็เป็นวิธีการปฏิบัติว่า ผู้ที่รับเอาไปแล้วจะต้องสั่งสอนพุทธศาสนิกชนของเราอย่างไร..
"อนูปวาโท" ต้องเป็นผู้ไม่ว่าร้ายใคร พูดง่าย ๆ ว่า คิดดี พูดดี ทำดีต่อผู้อื่น ตามหลักสาราณียธรรมนั่นเอง "อนูปฆาโต" การไม่ทำร้ายใคร ดังนั้น..ถ้าหากว่า พุทธศาสนิกชนของเราสามารถควบคุมกาย-วาจาด้วยศีลได้อย่างแท้จริง ก็จะไม่ทำร้ายไม่เบียดเบียนคนอื่น "ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร" ก็ให้สำรวมในศีลของตนตามสภาพ ก็คือ ชาวบ้านทั่วไปรักษาศีล ๕ อุบาสกอุบาสิการักษาศีล ๘ สามเณรรักษาศีล ๑๐ พระภิกษุรักษาศีล ๒๒๗ ภิกษุณีรักษาศีล ๓๑๑ ข้อ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าหากว่าทุกคนสำรวมอยู่ในศีลของตนตามสภาพ ก็จะไม่มีการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย ด้วยวาจา เป็นอย่างน้อย สังคมก็จะสงบสุข เท่านั้นยังไม่พอ เพราะว่าเป็นความสงบแต่เพียงภายนอกเท่านั้น พระองค์ท่านตรัสวิธีการข้อต่อไปว่า.. "ปนฺตญฺจ สยนาสนํ" รู้จักอยู่อาศัยนอนนั่งในที่สงัด ก็คือ ไม่กล่นเกลื่อนด้วยผู้คน ถึงเวลาจะได้รักษาใจของตน ในข้อต่อไปที่ว่า "อธิจิตฺเต จ อาโยโค" ก็คือ การประกอบกำลังใจของเราให้ทรงสมาธิ เพื่อความสงบระงับของกาย ของวาจา ของใจ ส่วนประกอบข้อต่อไป ก็คือ "มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ" รู้จักประมาณในการบริโภค ก็คือ ไม่กินล้น ไม่กินเกิน จนกระทั่งกลายเป็นเครื่องถ่วงตนเอง มัวแต่ง่วงเหงาหาวนอนอยู่ เพราะว่าร่างกายหนักด้วยอาหาร ไม่สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเต็มที่ได้ แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย หยาดฝน : วันนี้ เมื่อ 06:08 |
| สมาชิก 2 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ หยาดฝน ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
ชุณหพงศ์ (วันนี้), สัญญะจิตโต (วันนี้)
| ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
ดังนั้น..องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ประกาศโอวาทปาฏิโมกข์ ในวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๓ ซึ่งเดือน ๓ ภาษาบาลีเรียกว่า "มาฆมาส" คือ เดือนมาฆะ นั่นเอง
และก็ยังมีปรากฏการณ์พิเศษ ก็คือ พระสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน.. วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ พระสงฆ์ทั้งหลายคือผู้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เองด้วยวิธีที่เรียกว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" และทั้ง ๑,๒๕๐ รูปนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น..ในวาระอันพิเศษนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงประกาศหลักการ วิธีการ และอุดมการณ์ในพระพุทธศาสนาเอาไว้ จนกลายเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา และวันสำคัญอีกวันหนึ่งก็คือ เป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์ โดยที่ตั้งใจว่า..ถัดจากนี้ไปอีก ๓ เดือน จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ที่สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา หลังจาก ๓ เดือนนั้นก็คือกลางเดือน ๖ แปลว่าพระองค์ท่านทรงปลงอายุสังขารในวันเพ็ญกลางเดือน ๓ คือวันมาฆบูชานั่นเอง แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย หยาดฝน : วันนี้ เมื่อ 06:02 |
| สมาชิก 2 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ หยาดฝน ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
ชุณหพงศ์ (วันนี้), สัญญะจิตโต (วันนี้)
| ||
|
#6
|
||||
|
||||
|
ในเมื่อเป็นวันที่มีความสำคัญเช่นนี้ พุทธศาสนิกชนต่าง ๆ จึงนิยมการบำเพ็ญกุศล เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ด้วยการทำบุญ-ใส่บาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม เจริญสมาธิภาวนา เหล่านี้เป็นต้น
อย่างที่ญาติโยมทั้งหลายก็มาร่วมบำเพ็ญกุศลที่วัดท่าขนุน มาถึงก็มีการใส่บาตร มีการสมาทานศีล ๘ แล้วก็ฟังเทศน์ หลังจากนั้นจะได้ฟังพระสงฆ์หมู่ใหญ่เจริญพระพุทธมนต์ ร่วมกันถวายภัตตาหารสังฆทาน เมื่อเสร็จจากขั้นตอนนี้แล้ว ช่วงประมาณเที่ยงก็ยังมีการอุปสมบทหมู่เพื่อปฏิบัติธรรมในช่วงสัปดาห์มาฆบูชานี้ จากนั้นวัดท่าขนุนของเรายังมีบุญพิเศษ ก็คือ การตามประทีป ๑๐,๐๐๐ ดวง ถวายเป็นพุทธบูชา นอกจากนั้นแล้ว ยังมีงานที่บริเวณหน้าวัดของเรา ก็คือ งานประจำปีปิดทองรอยพระพุทธบาทวัดท่าขนุน และทำบุญอุทิศอดีต ๗ เจ้าเมืองหน้าด่าน จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากนั้นเวลา ๒ ทุ่มตรง ก็จะเป็นการเวียนเทียนถวายเป็นพุทธบูชา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าญาติโยมสะดวกที่จะเข้าร่วมบุญกุศลตรงไหน ก็ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าร่วมในบุญกุศลช่วงนั้น เนื่องเพราะว่าเรื่องของบุญนั้นจัดเป็นสิ่งดี ที่จะส่งผลต่อเราในชาติต่อ ๆ ไป ถ้าหากว่าเราเป็นบุคคลที่พร้อมด้วยบุญกุศลแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอยู่ภพไหนชาติไหนก็มีแต่ความสุขความเจริญทั้งสิ้น แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย หยาดฝน : วันนี้ เมื่อ 06:10 |
| สมาชิก 2 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ หยาดฝน ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
ชุณหพงศ์ (วันนี้), สัญญะจิตโต (วันนี้)
| ||
|
#7
|
||||
|
||||
|
เทสนาวสาเน..ท้ายสุดแห่งพระธรรมเทศนา อาตมภาพขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย คือพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะเป็นประธาน มีบารมีของหลวงปู่สาย อคฺควํโส อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนนี้เป็นที่สุด
ขอได้โปรดดลบันดาลให้ทุกท่าน มีความปลอดภัยในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ แม้ว่าจะประสงค์จำนงหมายสิ่งหนึ่งประการใด ที่เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมแล้วไซร้ ขอความปรารถนาของทุกท่านจงสำเร็จสัมฤทธิ์ผล สมดังมโนรสทุกประการ รับหน้าที่วิสัชนามาในมาฆปูชากถาก็พอสมควรแก่เวลา จึงขอสมมติยุติพระธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เทศน์วันมาฆบูชา ณ วัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย) |
| สมาชิก 2 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ หยาดฝน ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
ชุณหพงศ์ (วันนี้), สัญญะจิตโต (วันนี้)
| ||
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน ) | |
|
|