|
#1
|
||||
|
||||
|
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
|
| สมาชิก 17 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พิชวัฒน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#2
|
||||
|
||||
|
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Beijing Continental Grand Hotel อยู่ที่ - ๑ องศาเซลเซียส รู้สึกว่าอุ่นขึ้นมามาก เป็นเรื่องตลกดีเหมือนกัน เนื่องเพราะว่าถ้าเป็นทางบ้านเราที่ทองผาภูมิ อากาศแค่ ๑๔ - ๑๕ องศาเซลเซียส ก็แทบจะหนาวตายกันแล้ว..!
เมื่อคืนตอนที่กำลังบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนที่ถนนคนเดินหวังฝู่จิ้งอยู่นั้น ช่วงท้าย ๆ น่าจะมีเสียงรบกวนมาก เนื่องเพราะว่านอกจากญาติโยมที่สนใจ แห่กันเข้ามารุมล้อมดูและถ่ายรูปแล้ว ยังมีเด็ก ๆ มากระโดดโลดเต้นข้ามไปข้ามมาด้วยความสนุกสนาน เนื่องเพราะว่าเหมือนอย่างกับมีหลวงจีนวัดเส้าหลินมาเปิดไลฟ์สดให้ทุกคนดูก็ไม่ปาน..! เมื่อบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย กระผม/อาตมภาพก็เดินไปยังจุดนัดพบ ซึ่งบรรดาพระภิกษุของเราส่วนใหญ่เข้าไปอยู่ในโชว์รูมของบริษัทหัวเหว่ย เจ้าหน้าที่กำลังแนะนำโทรศัพท์มือถือรุ่นต่าง ๆ อย่างขะมักเขม้น พอกระผม/อาตมภาพไปถึง ทำมือใบ้ว่าถึงเวลาแล้ว ทุกคนที่ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธพนักงานขายอย่างไร จึงฉวยโอกาสเดินออกมาจนหมด บอกว่าแค่ขอเข้าไปหลบลมหนาวหน่อยเดียว เกือบจะโดนกล่อมให้ซื้อโทรศัพท์ใหม่เสียแล้ว เมื่อลองถามราคาดู ปรากฏว่ารุ่นสุดยอดเลยของหัวเหว่ยตอนนี้ราคาแค่ ๑,๒๐๐ หยวน ตีเป็นเงินไทยก็แค่ ๕,๐๐๐ กว่า ไม่ถึง ๖,๐๐๐ บาท หลายคนบ่นประมาณว่า "เครื่องเก่ายังใช้งานได้ดี ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะซื้ออยู่เหมือนกัน" ทำเอากระผม/อาตมภาพบอกว่า "ไม่ต้องดัดจริตก็ได้ ถ้าหากว่ามีอะไร ผมจะไปด่าทีหลัง แต่จะไม่ด่าเรื่องนี้" ทำเอาทุกคนยิ้มแหย ๆ ไปตาม ๆ กัน..! เมื่อพวกเรามากันพร้อมแล้ว "คุณหยาง" มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ก็พาพวกเราเดินไปไกลมาก จนกระทั่งถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง พาเข้าไปยังห้องอาหาร เพื่อให้ญาติโยมทั้งหลายได้รับประทานอาหารค่ำกัน โดยเฉพาะสุกี้หม้อไฟ ส่วนพระของเราก็จะได้มีที่หลบลมหนาวด้วย เมื่อเขานำเอาน้ำร้อนน้ำชามาถวาย กระผม/อาตมภาพฉันไปสองถ้วยแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาส่งงานทางไลน์จนเสร็จ จากนั้นก็แจ้งกับ "คุณปุ๊" (นางสาวเสาวลักษณ์ วงศ์วานิช) หัวหน้าทัวร์ของเราว่า ขอไปนั่งรอที่ล็อบบี้ด้านนอกดีกว่า เนื่องเพราะว่าในห้องนี้เขาเปิดฮีตเตอร์ รู้สึกอึดอัดมาก "คุณปุ๊" ถามว่า "แล้วจะมีที่นั่งหรือเจ้าคะ ?" แล้วนึกขึ้นมาได้ บอกต่อว่า "ล็อบบี้เขามีที่นั่งถมไป" พูดง่าย ๆ ว่าบ่นเองแล้วก็ตอบตัวเองเสร็จสรรพ..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:16 |
| สมาชิก 4 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#3
|
||||
|
||||
|
กระผม/อาตมภาพออกมานั่งไม่นาน ท่านอาจารย์พระมหาสมคิด อตฺถสิทฺโธ ป.ธ. ๗ รองเจ้าคณะอำเภอโพธาราม เจ้าอาวาสวัดหนองโพ จังหวัดราชบุรี ก็ตามมาด้วย บอกว่า "ทำอะไรเร็วอย่างท่านประธาน แล้วก็เคร่งครัดด้วย รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก" กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่า "ผมไปไหนก็กลายเป็นตัวป่วนเขา เนื่องเพราะว่าทำทุกอย่างเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่หวังเผื่อวันพรุ่งนี้ ทำให้หลายคนที่ยังไม่เข้าใจตรงจุดนี้มองผมแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน"
ครั้นพวกเราออกมาจนครบถ้วนแล้ว "คุณหยาง" ก็พาเราเดินย้อนกลับไปครึ่งทาง จากนั้นข้ามถนนเลี้ยวต่อไปทางด้านขวามือ ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะมาทางถนนคนเดินหวังฝู่จิ้ง บอกว่า "ตอนขามารถยนต์มาส่งทางด้านโน้น จอดให้เราลงได้ แต่จอดรับคนไม่ได้ ต้องมาทางด้านนี้จึงจะจอดรับคนได้" แล้วก็ชี้ให้พวกเราไปยืนรอตรงจุดที่นัดรถไว้ ปรากฏว่าไม่ได้รออย่างที่คิด เพราะว่าพลขับพารถมาจอดรออยู่แล้ว และเป็นการจอดรอแบบมีชั้นเชิงเสียด้วย ก็คือจอดอยู่ใต้กล้องวงจรปิดทั้งแถว ซึ่งจะส่องเห็นเฉพาะหลังคารถด้านหน้าและด้านหลัง ไม่สามารถที่จะเห็นทะเบียนรถได้ เหมือนกับไม่ใช่รถที่จอดแช่อยู่กับที่ ถ้าเคลื่อนออกเห็นทะเบียนรถ ก็กลายเป็นรถที่กำลังอยู่ในการจราจรนั่นเอง นับว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาโดนตำรวจจับ ปรับ และตัดแต้มใบขับขี่ได้ดีมาก..! พวกเราใช้เวลาเดินทางเกือบ ๓๐ นาที จึงมาถึงห้องพักที่โรงแรม "คุณหยาง" ขอปรับเปลี่ยนโปรแกรมของเราอีกตามเคย โดยยกเอาการขึ้นกำแพงเมืองจีนไปเป็นวันต่อไป บอกว่าดูสภาพร่างกายของพวกเราแล้ว ถ้าหากว่าให้ขึ้นกำแพงเมืองจีนวันพรุ่งนี้ วันท้าย ๆ ก็ไม่ต้องไปตามโปรแกรมที่เหลือแล้ว ซึ่งนับว่า "คุณหยาง" แกคิดได้ถูกต้องมาก..! เมื่อพวกเรากลับเข้ามาสู่ที่พัก กระผม/อาตมภาพก็เปิดน้ำจนร้อนสุด แล้วราดตัวเองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไล่ความเย็นออกจากร่างกาย ความจริงตั้งใจจะไปขอเปลี่ยนห้องจากห้องเดี่ยวขนาดใหญ่ชั้น ๑๒ ซึ่งไม่มีอ่างอาบน้ำ ขอไปแลกเป็นห้องคู่เล็กชั้น ๔ แต่ว่าวันนี้เจ้าหน้าที่เขามีแขกชุดใหญ่เข้ามา จึงไม่อยากรบกวน เมื่อจัดการกับตัวเองเสร็จสรรพเรียบร้อย ก็ส่งใจไปกราบพระ ขอบพระคุณทุกท่านที่อนุเคราะห์สงเคราะห์มาโดยตลอด แล้วภาวนายนหลับไป
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:22 |
| สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#4
|
||||
|
||||
|
วันนี้เขาปลุกตอน ๖ โมงเช้าตามเคย ให้ลงไปรับประทานที่ห้องอาหารตอน ๗ โมงเช้า แล้ว ๘ โมงถึงได้ออกเดินทาง รู้สึกว่าวันนี้อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นนั้น น่าจะเกิดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เพราะว่าร้อนกว่าเมื่อวานถึง ๔ องศาเซลเซียสทีเดียว ตลอดคืนที่ผ่านมาจึงนอนหลับอย่างสบายมาก
ต้องขอบพระคุณพรรคพวกเพื่อนฝูง ก็คือ "ท่านเจ้าคุณกล้า" - พระวชิรวาที, ผศ.ดร. (กล้า วีรรตโน)[/B] รองเจ้าคณะอำเภอเมืองเพชรบุรี เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ วรวิหาร จังหวัดเพชรบุรี ที่เมตตาช่วยจ่ายค่าทัวร์ให้ เพราะบอกว่า "ถ้างานนี้ขาดประธานก็จะงานกร่อย" แต่ประธานนั่นแหละมักจะมาทำให้ทุกคนงานกร่อย เพราะว่าเกรงใจแล้วออกลิงออกค่างไม่ค่อยจะได้..! และขอกราบขอบคุณ ท่านอาจารย์พระมหาสมคิด อตฺถสิทฺโธ ป.ธ. ๗ รองเจ้าคณะอำเภอโพธาราม เจ้าอาวาสวัดหนองโพ จังหวัดราชบุรี ที่ช่วยจ่ายเพิ่มค่าห้องเดี่ยวให้ แต่กลายเป็นว่าห้องเดี่ยวดันไม่มีอ่างอาบน้ำเสียนี่..! กระผม/อาตมภาพก็ขำอยู่เหมือนกัน และขอขอบพระคุณ "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) ที่อุตส่าห์เปิดโรมมิ่งพลาดแล้วพลาดอีก กว่าที่จะเปิดได้ถูกเบอร์ ทำให้สามารถส่งเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนมาถึงพวกเราได้ โดยที่ในคณะส่วนใหญ่นั้น เมื่ออาศัย WIFI ของทางโรงแรมแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเข้าเฟซบุ๊ก เข้าไลน์อะไรได้เลย บ่นอู้ไปตาม ๆ กันว่า "รู้อย่างนี้เปิดโรมมิ่งมาจากเมืองไทยดีกว่า.?!" เนื่องเพราะว่าประเทศจีนควบคุมเรื่องของโซเชียลงวดมาก ถ้าหากว่าเป็นแอพพลิเคชั่นที่เขาห้ามใช้ ก็ไม่สามารถที่จะใช้งานในประเทศของเขาได้เลย..! จากประสบการณ์ตรงนี้ จึงทำให้กระผม/อาตมภาพมอบหมายให้ "ไอ้ตัวเล็ก" ทำการเปิดโรมมิ่งจากเมืองไทยให้ก่อนทุกครั้งที่มาเมืองจีน ถ้าหากว่าจุดไหนที่คิดว่าใช้ eSIM ได้สะดวก ก็จะให้เปิด eSIM มาแทน ต้องขอบพระคุณ "นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล" ซึ่งทำหน้าที่ตรงนี้ด้วยดีตลอดมา แม้จะบอกว่ามีพี่ ๆ ร่วมกันจ่ายกองทุนเพื่อสนับสนุนความสะดวกให้กับหลวงพ่อก็ตาม ถ้าหากว่าไม่มีคุณเธอคอยช่วยดำเนินการให้ ก็คงจะขลุกขลักน่าดู หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เช็คจำนวนคน ก่อนที่จะเดินฝ่าลมที่แรงมากไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ ทุกคนบ่นเรื่องลมแรงทำให้หนาวจัด โชเฟอร์ของเราพารถวิ่งออกไปไม่ไกล ก็แวะไปที่อาคารลักษณะเหมือนกับคอนโดมิเนียมสูง ๆ สองหลังติดกัน บอกว่าที่นี่เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมชาของประเทศจีน ให้พวกเรามาศึกษาเรื่องของชาเสียก่อน เนื่องเพราะว่าโปรแกรมวันนี้ไม่แน่นมาก
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:28 |
| สมาชิก 4 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน | ||
|
#5
|
||||
|
||||
|
เมื่อพวกเราเข้าไปก็มีสาวใหญ่คนหนึ่งมาต้อนรับ พูดไทยได้คล่องแคล่วทีเดียว แต่ไม่ทราบว่าคุณเธอถือสาอะไร ถามว่าชื่ออะไรถึงสองครั้งก็ไม่ยอมตอบ..!? อธิบายให้พวกเราฟังว่าวัฒนธรรมชาของประเทศจีนนั้นมีมาเป็นพันปีแล้ว เพียงแต่ว่าในช่วงแรกนั้นเป็นการใช้ชาในการรักษาโรค ซึ่งมีอยู่ในตำรา "เสินหนงซื่อ" เป็นตำราสมุนไพรโบราณ อายุ ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว หลังจากนั้นจึงพัฒนาเป็นการใช้ชาในการรักษาโรคโดยที่กินเป็นน้ำดื่ม ซึ่งในชานั้นจะมีสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์มากมาย
ทำเอาโดนพวกเราแซวว่า "อยากจ่ายเงินซื้อแล้ว ให้รีบสรุปจบไว ๆ..!" อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "ขออภัยที่พูดไทยไม่แข็งแรง ก็เลยทำให้ต้องพูดไทยปนภาษาอังกฤษบ้าง ปนภาษาจีนบ้าง" แต่พวกเราก็ฟังกันรู้เรื่องดี บางทีแม่เจ้าประคุณก็รัวภาษาอังกฤษมาเป็นชุด แต่กระผม/อาตมภาพยังพออธิบายให้เพื่อนฝูงฟังได้ เมื่อคุณเธออธิบายเสร็จ ก็พาเข้าไปทดลองชาให้ดูว่าชาเขียวเป็นอย่างไร ? ชาดำเป็นอย่างไร ? ชาลิ้นจี่ ชาอู่หลง รสชาติเป็นอย่างไร ? และโดยเฉพาะมียาเม็ดซึ่งสกัดเอาสารที่มีประโยชน์จากใบชามา แล้วทำการทดลองให้ดูว่าสามารถเข้าไปล้างสารพิษต่าง ๆ ในร่างกายได้จริง และผ่าน อย.ของประเทศจีนมาแล้ว ถ้าหากว่ามีการตรวจพบการใช้งานว่ามีโทษภายหลัง ก็จะโดนยึดใบอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตอีกตลอดกาล แต่ว่าของเขาได้รับใบอนุญาตมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๘๐ กว่าจนถึงบัดนี้ แล้วก็บอกสรรพคุณว่า แต่ละอย่างสามารถแก้ไขรักษาโรคอะไรได้บ้าง ? โดยเฉพาะสารสกัดจากชาเขียวกล่องละ ๙๐๐ หยวน ถัดขึ้นไปเป็นสารสกัดจากชาอู่หลง กล่องละ ๑,๔๐๐ หยวน และไปถึงสารสกัดจากชาดำที่เป็นชาหมัก กล่องละ ๓,๙๐๐ หยวน โดยที่สารสกัดทั้งหลายเหล่านี้จะมีให้ ๓ ขวด ๆ ละ ๘๐ เม็ด เราสามารถที่จะกินวันละเม็ดก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ผ่านไปสักอาทิตย์หนึ่งก็ไปตรวจดูว่า สภาพร่างกายจะปรับให้ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร ? พวกเราฉันชาของเขาไป ๓ - ๔ อย่างแล้ว ก็กระจัดกระจายกันออกไปซื้อชาบ้าง เดินดูสินค้าเกี่ยวกับชาของเขาบ้าง กระผม/อาตมภาพออกมาชวนเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งกำลังทำการบ้านคุย โดยเรียกเป็น "เสี่ยวเจี่ยเจีย" อีกฝ่ายหนึ่งยิ้มแป้นเลยทีเดียว หลังจากนั้นพวกเราทั้งหมดก็เดินออกมารออยู่ด้านล่าง แต่อากาศตรงนี้ค่อนข้างที่จะหนาว อีกไม่นานบรรดาขาช็อปของพวกเราก็ตามลงมา บอกว่าซื้อไปทั้งหมดเป็นสารสกัดของชาเขียว ๑๐ กล่อง มีการต่อราคาและของแถมกันเรียบร้อยแล้ว เมื่อขึ้นรถมาแล้วก็ยังพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่อีกนาน พวกเราวิ่งต่อไปยังวัดลามะ ซึ่งถ้าหากว่าคนจีนก็จะเรียกว่า "วัดหย่งเหอกง" ก็คือท่านจักรพรรดิหย่งเล่อในช่วงที่ยังเป็นชินหวัง ท่านพักอยู่ที่ตำหนักนี้ มาภายหลังเมื่อขึ้นเป็นจักรพรรดิแล้ว ก็ได้ยกตำหนักนี้ให้แก่พระปันเชนลามะ และดาไลลามะ ถ้าเดินทางเข้ามาปักกิ่งก็จะได้มีที่พัก และโดยเฉพาะทางด้านพระปันเชนลามะ ไปจัดหาท่อนไม้จันทน์มหึมาอายุหลายพันปีมาให้ เพื่อสร้างเป็นบัลลังก์จักรพรรดิ แต่หย่งเล่อฮ่องเต้ทางดำริว่า ถ้าสร้างบัลลังก์จักรพรรดิ พระองค์ท่านก็ได้ใช้ประโยชน์คนเดียว จึงให้แกะเป็นองค์พระศรีอริยเมตไตรยในปางพระโพธิสัตว์ ซึ่งดูด้วยสายตาแล้วสูงใหญ่มาก ๆ ไม่นึกว่าในโลกนี้จะมีไม้จันทน์ต้นใหญ่ขนาดนั้น นี่พูดไปถึงขนาด "ข้ามช็อต" ไปแล้ว..!
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 03:36 |
|
#6
|
||||
|
||||
|
แต่ว่าพวกเราเมื่อลงรถแล้ว นายหยางของเราบอกว่าต้องเดินไป ๑๕๐ เมตร แต่ขอโทษเถอะ...เดินฝ่าลมหนาวไปแล้ว รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่ ๑๕๐ น่าจะเป็น ๑,๕๐๐ เมตร แต่ทำ ๐ ตกไปตัวหนึ่งมากกว่า พวกเราต้องมาเข้าคิวให้เขาสแกนตัวสแกนบัตรกัน ขณะที่นายหยางก็จัดแจงไปซื้อตั๋วให้พวกเรา เมื่อได้ตั๋วมาครบ พวกเราทางด้านนี้ก็ถ่ายรูปหมู่ไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็นัดแนะว่าให้ออกมาพบกันที่บริเวณหน้าห้องน้ำตรงนี้ แล้วก็ปล่อยฟรีสไตล์ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนจีนจะมากราบขอพรกันมากมายมหาศาลขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นวันพฤหัสบดี แต่ว่าผู้คนก็มากันมากเป็นพัน ๆ คน
พวกเราเดินฝ่าลมหนาวเข้าไปภายใน กลิ่นควันธูปควันเทียนฟุ้งกระจายเต็มไปหมด หลังแรกก็เป็นรูปของพระศรีอริยเมตไตรยในปางที่เรียกว่าสังกัจจายน์ แต่ว่าทางด้านประเทศจีนเรียกว่าหมี่เล่อฝอ ซึ่งต่อไปพวกเราเดินถัดไปเข้าอีกก็มีพระพุทธรูป ๓ กาลบ้าง มีรูปของพระปันเชนลามะบ้าง จนกระทั่งท้ายที่สุด เข้าไปศาลาหลังสุดท้ายก็จะเป็นรูปของพระศรีอริยเมตไตรยแกะด้วยไม้จันทน์ขนาดมหึมา เมื่อเดินฝ่าลมหนาวเข้าไปก็ต้องเบียดเสียดเยียดยัดกับญาติโยม และรอจังหวะถ่ายรูป เนื่องเพราะว่าทุกแห่งจะมีพระลามะคอยเตือนไม่ให้ถ่ายรูป เมื่อถ่ายรูปได้ในศาลาหลักแล้ว กระผม/อาตมภาพก็แวะออกศาลาข้างมาทีละหลัง จนกระทั่งเดินมาถึงทางออก ก็เจอกับ "คุณยอด" (นายธนณัฏฐ์ ฉันวัฒนาชัย ) ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์อีกคนหนึ่ง มาดักรออยู่บริเวณจุดนัดพบ เมื่อเข้าห้องน้ำห้องท่าแล้ว กระผม/อาตมภาพฉวยเวลาว่างที่มีอยู่ ก็ทำการอัพรูปขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะรอส่งทีเดียว ครั้นพวกเราออกมาจนครบถ้วนแล้ว คุณหยางก็ให้สัญญาณพวกเราเดินตามกันไปทางออก บอกว่าจะต้องเดินไปที่ภัตตาคาร ซึ่งห่างไปประมาณ ๒๐๐ เมตร แต่ขอโทษเถอะ...คุณหยางน่าจะทำเลข ๐ ตกไปอีกตัวหนึ่ง พวกเรากว่าจะไปถึงหนาวแทบจะแข็งตาย เนื่องเพราะว่าอากาศ ๒ องศาเซลเซียส และมีท่าทีว่าจะลดลงไปอีกมาก ขณะเดียวกัน ลมก็แรงเหลือใจ เมื่อพวกเราหลุดเข้าไปภายในได้ ก็เหมือนกับทุกวัน ก็คือข้าวปลาอาหารอะไรที่ส่งมา ก็กวาดเรียบเสียตั้งแต่แรก ๆ โดยเฉพาะวันนี้เป็นพวกติ่มซำ ซึ่งมากันเป็นเข่ง ไม่ว่าจะเป็นซาลาเปา ขนมจีบ ฮะเก๋าอะไรก็ตาม ออกไปในแนวว่าไม่พอฉันมากกว่า และอาหารหลักก็คือข้าวและกับที่มาทีหลังก็เลยกลายเป็นหมัน เมื่อพวกเราอิ่มแล้วก็ลงมาชั้น ๒ ของภัตตาคาร เข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมายืนหลบลมรอเวลา แต่ปรากฏว่ารออยู่นานมาก ๆ เนื่องเพราะว่ารถของเราต้องหาจังหวะปลอดตำรวจ กว่าที่จะตรงเข้ามารับพวกเราได้ เล่นเอาออกจากที่เกือบจะ ๑๓.๔๐ น. ฝ่ารถที่ติดค่อนข้างมาก ตรงไปยังสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของวันนี้ ก็คือหอสักการะฟ้าเทียนถาน แต่ว่าที่หอสักการะฟ้านี้เป็นสถานที่เดียวที่เอื้อเฟื้อมาก ให้สามารถขับรถเข้าไปจอดที่ลานด้านในเลย
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม |
|
#7
|
||||
|
||||
|
เมื่อพวกเราลงมาแล้วก็ต้องรอจนกว่าจะครบ เพราะว่าจะต้องสแกนบัตรเพื่อผ่านไปพร้อม ๆ กัน เนื่องจากว่าเป็นตั๋วกรุ๊ปมา เมื่อผ่านเข้าไปชั้นแรกแล้ว ก็ยังมีการผ่านชั้นที่ ๒ อีก ดังนั้น ใครที่คิดจะแตกแถวก็เลิกคิดไปได้เลย เมื่อผ่านด่านที่ ๒ เข้าไป ก็เจอหอสักการะฟ้า พร้อมด้วยผู้คนล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากไหนมากมายมหาศาลขนาดนั้น พวกเราฟังบรรยายและถ่ายรูปหมู่กันแล้ว คุณหยางก็บอกว่าจะพาเดินไปยังลานสักการะฟ้า ซึ่งฮ่องเต้จะต้องมาขอพรจากฟ้าที่นี่ ใครมีอะไรจะอธิษฐานก็ให้ไปอธิษฐานตรงนั้น
กระผม/อาตมภาพจึงเดินนำไปก่อน จนกระทั่งไปถึงแล้ว ถึงได้เห็นว่าต้องมีการสแกนพาสปอร์ตเพื่อผ่านอีกต่างหาก จึงหันไปมองหลวงปูไห่ทงและท่านปู่ท้าวเวสสุวรรณ ทั้งสองท่านหันไปมองหน้าท่านพี่อสุรินทราหู บอกว่า "อะไรที่ไม่ตรงไปตรงมาให้บอกท่านหูโน่น" ท่านหูก็เลยต้องกลายเป็นบุคคลแซ่หู ถามกระผม/อาตมภาพว่าจะต้องอยู่เผ่าไหน ก็เลยบอกว่าเผ่าลาหู่ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นภาษาไทยก็คือเผ่ามูเซอ ทำเอาพี่ท่านเนรมิตบัตรประชาชนมาให้อย่างทันใจ กระผม/อาตมภาพจึงเดินผ่านเข้าไปแบบชิลมาก แต่ขอโทษเถอะ...คนอยู่ทางด้านนี้เป็นพัน ๆ แทบจะไม่มีโอกาสได้มองเห็นจุดสักการะฟ้าเลย ถ่ายรูปไปถ้าไม่ติดตัวคนก็ติดตีนคน อากาศก็หนาวเย็นมาก กระผม/อาตมภาพจึงเดินย้อนกลับมาทางเดิมอีกตามเคย เมื่อออกมาแล้ว "มาดามชวง" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) โทรมาถามว่าอยู่ที่ไหน เพราะว่าทุกคนเพิ่งจะเข้าไปถึงบริเวณที่ต้องสแกนบัตร กระผม/อาตมภาพบอกว่าออกมาแล้ว เนื่องเพราะว่าเดินฝ่าลมหนาวมาจนถึงทางออก ซึ่งมีการสแกนบัตรให้ออกอีกต่างหาก จึงต้องอาศัยบัตรของพี่หูตามเคย เมื่อสแกนออกมาทางด้านนอกแล้ว ตรงมุมนี้จะถ่ายหอสักการะฟ้าได้สวยงามและชัดเจนมาก เมื่อได้รูปที่ต้องการแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินออกไปยังจุดนัดพบ ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก และน้ำชากาแฟ ไปนั่งส่งงานให้ไอ้ตัวเล็ก (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) อยู่ในนั้น กว่าที่พวกเราจะตามมาถึงก็เป็นเวลา ๔๐ กว่านาที ทุกคนงงเป็นอันมาก ว่าหลวงพ่อผ่านไปได้อย่างไร ก็เลยบอกว่า "ถ้าคุณมีความสามารถเท่าผมก็จะผ่านได้เอง" บรรดาเพื่อนพระอุปัชฌาย์ทุกคนไม่สงสัยในเรื่องนี้แล้ว แต่ญาติโยมยังสงสัยอยู่ กระผม/อาตมภาพตัดบทว่าเราไปคุยกันบนรถดีกว่า เนื่องเพราะว่ายังต้องเดินทางต่ออีก ทุกคนจึงแบกน้ำชากาแฟของตนเองที่สั่งซื้อ โดยมีมาดามชวงเป็นคนสแกนจ่าย แล้วก็ขึ้นไปบนรถของพวกเรา ออกจากลานจอดรถแล้วมุ่งไปยังถนนคนเดินเฉียนเหมิน ซึ่งเป็นถนนเก่าแก่มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณจนถึงบัดนี้ และยังมีทางรถไฟสมัยซูสีไทเฮาอยู่อีกต่างหาก
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม |
|
#8
|
||||
|
||||
|
พวกเราลงจากรถ ฟังการนัดแนะอะไรเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เลี้ยวเข้าร้านแรกที่เห็น ปรากฏว่าเป็นห้างสรรพสินค้าขายสารพัดขนม สารพัดสินค้า คนขายแต่ละคนก็กระตือรือร้นเหลือเกิน เดินตามมาแนะนำสินค้าทุกอย่าง จนกระทั่งท้ายที่สุดต้องตกกระไดพลอยโจน ซื้อสินค้าไปคนละชิ้นแล้วเดินออกมา โทรหาไกด์ของเรา ไม่ว่าจะโลคอลไกด์หรือว่าทัวร์ลีดเดอร์ ก็ไม่เจอใครรับสักคนเดียว น่าจะช็อปปิ้งกระจายกันอยู่
มาดามชวงจึงใช้แอพเรียกรถแท็กซึ่ของทางด้านนี้ แล้วกระผม/อาตมภาพก็เปิดป้ายชื่อโรงแรมที่เป็นภาษาจีนให้ อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าโอเค พิมพ์ชื่อโรงแรมลงไป แล้วก็บอกว่าประมาณ ๘๐ หยวน หลังจากนั้นก็พาพวกเราวิ่งฝ่ารถติด แต่เท่าที่สังเกตก็คือเขาวิ่งถนนสายนอกมาโดยตลอด จนกระทั่งมาถึงบริเวณสนามกีฬาโอลิมปิก ๒๐๐๘ หรือสนามกีฬารังนกแล้ว ถึงได้เลี้ยวเข้าไปสายใน ส่งพวกกระผม/อาตมภาพตอน ๑๘.๑๐ น. ที่โรงแรม เมื่อสแกนจ่ายจริง ๆ ปรากฏว่าตัดไปแค่ ๗๒ หยวน จึงบอกไปว่า "เซี่ยเซี่ยหนี่" อีกฝ่ายหนึ่งตอบกลับมาว่า "โอเคครับ" เล่นเอาพวกเราสองคนงงไปตาม ๆ กัน เมื่อมาถึง ข่าวดีก็คือว่าทางโรงแรมจัดการเปลี่ยนห้องเดี่ยวใหญ่ให้กระผม/อาตมภาพแล้ว เป็นห้องเล็กที่มีอ่างอาบน้ำ ให้สามารถที่จะแช่ตัวคลายเมื่อยคลายขบได้ จึงอาศัยเวลาแช่ตัวนี้ ทำการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนวันนี้สำหรับทุกคน สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้ พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................ เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม |
![]() |
| ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 4 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 3 คน ) | |
| สุธรรม |
|
|