ดูแบบคำตอบเดียว
  #650  
เก่า 18-10-2020, 12:22
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,351
ได้ให้อนุโมทนา: 23,142
ได้รับอนุโมทนา 184,713 ครั้ง ใน 5,392 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

โยมแม่ได้หลักใจฟังเทศน์ลูก

ในช่วงที่ท่านเมตตาสงเคราะห์คนป่วยในคราวนี้เอง ทำให้โยมแม่ของท่านมีโอกาสฟังธรรมอย่างต่อเนื่องเกิดผลทางด้านจิตใจ ดังนี้

“...โยมแม่ก็ได้มาฟังเทศน์.. ไม่มากละ เทศน์ก็ดูเหมือนประมาณสัก ๓๐ นาทีละมั้ง แต่ละกัณฑ์ ๆ ละ ๓๐ หรืออย่างมากก็ ๔๐ นาที หากเทศน์ทุกวันเลย ... นี่ละที่เทศน์สอนคุณเพาพงา เทศน์ติดเทศน์ต่อ.. เทศน์ไม่หยุดไม่ถอย ตั้งแต่นั้นมาแล้วไม่เคยเทศน์อย่างนั้นอีกนะ.. มีหนเดียวเท่านั้นในชีวิตของเรา ที่เทศน์ติดต่อกันไปเลย ใน ๓ เดือนเทศน์ทุกคืน ๆ เว้นวันประชุมพระ ถ้าวันไหนประชุมอบรมพระไม่เข้า นอกจากนั้นเข้า หรือมีธุระจำเป็นที่จะไปไหนก็ไป

โยมแม่จึงได้กำลังใจที่ไปเทศน์สอนคุณเพา โยมแม่ได้กำลังใจตอนนั้น.. ถึงขนาดที่ว่าพอคุณเพากลับไปแล้วก็พูดเปิดอกกับเรา.. นิมนต์เราให้ไปเทศน์

‘วันไหนไม่มีแขกคนมา ถ้าอาจารย์ว่างก็ขอนิมนต์มาเทศน์สอนอบรมแม่บ้างนะ เวลาฟังเทศน์นี้ไม่ได้บังคับจิตใจ พอเริ่มเทศน์จิตจ่อปั๊บเท่านี้.. เทศน์นี้จะกล่อมลงแล้วแน่วเลย.. ไม่ต้องบังคับ จิตสงบได้ทุกครั้งเลยไม่มีพลาด ฟังกัณฑ์ไหนได้เหตุผลเลย.. ไม่ต้องบังคับ พอเสียงธรรมเริ่ม.. สติก็เริ่มจับ จิตเกี่ยวโยงกันโดยลำดับ ความรู้กล่อมลง ๆ ธรรมเทศนากล่อมใจแน่วลง สงบแน่ว ๆ ๆ ถ้าแม่ทำโดยลำพังตนเอง.. นั่งจนหลังจะหักมันก็ไม่ลง อยากนิมนต์อาจารย์มาเทศน์เป็นการช่วยทางด้านจิตตภาวนาได้ดี

นั่นละ ตั้งรากตั้งฐานได้แน่นอนก็ตรงนั้น แต่เราก็ไม่ได้ไป เพราะงานเราก็มีของเรา ก็ฟังเฉย ๆ ไม่ได้ไปตามนิมนต์ เพราะงานเรามาก นี่ละ..โยมแม่ตั้งหลักตั้งฐานจิตได้ตั้งแต่บัดนั้นมา พอฟังเทศน์จิตนี้ไม่ต้องบังคับ บอกเลย.. พอเริ่มเทศน์เท่านี้จิตจ่อ สติลงที่จิต จ่อปั๊บเทศน์นี่จะไหลเข้ามา นั่น..ฟังซิ เทศน์จะไหลเข้ามาเพราะสติอยู่กับใจ

มันก็เหมือนคนอยู่ในบ้าน แขกคนมาจากที่ไหน ๆ ก็รู้ว่าใครเป็นใครมา นอกจากไม่อยู่บ้านเสีย แขกมา ขโมยมา โจรมาก็ไม่รู้ เมื่ออยู่ในบ้านแล้วก็รู้

อันนี้สติอยู่กับใจ พอเทศน์นี้ธรรมะก็ไหลเข้าไปเลย.. ธรรมะสัมผัสใจ สัมผัสติดสัมผัสต่อ จิตจ่อฟังมันก็แน่วลง ไม่ได้บังคับยาก บอกอย่างนั้นเลยนะ โยมแม่พูด

‘เวลาฟังเทศน์นี้ไม่ได้บังคับเลย พอเริ่มเทศน์จิตเริ่มจ่อปั๊บแล้วก็หมุนเข้าลงแน่ว บอกว่าทุกกัณฑ์ไม่เคยพลาด แม่จึงอยากให้อาจารย์มาเทศน์ เป็นการช่วยการภาวนาของแม่ได้ดี ดีกว่าที่บำเพ็ญภาวนาโดยลำพังตนเอง มันเคยอยู่อย่างนี้แหละ.. พอฟังเทศน์นี้ลงปั๊บ ๆ แต่ถ้าเราภาวนาโดยลำพังเราเองจะให้ลงอย่างนี้.. นั่งจนหลังจะหักมันก็ไม่ลง มันต่างกันอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้น การเทศน์นี้จึงเป็นเครื่องกล่อมใจได้เป็นอย่างดี’

ที่โยมแม่พูดก็ถูกต้อง คือเสียงเทศน์เสียงธรรมกับความรู้นี่ มันรับกันเกี่ยวเนื่องกันโดยลำดับ ทีนี้ความรู้มันก็ไม่ส่ายแส่ไปรับที่ไหนได้ มันรับแต่เสียงธรรมอย่างเดียว ๆ ติดต่อสืบเนื่อง ๆ แล้วลง

โยมแม่พูดเองเลยและมีข้อแม้ข้อหนึ่ง ‘แต่ต้องเป็นเทศน์ของอาจารย์ เทศน์องค์อื่นแม่ไม่อยากฟัง ถ้าไม่ใช่เทศน์อาจารย์ จิตมันไม่ลงนะ.. จิตถ้าเป็นเทศน์อาจารย์แล้ว..จิตมันลงได้ง่าย’ ไปอย่างนั้นนะ ก็ตรงไปตรงมาเหมือนกัน

‘เวลานี้แม่หูสูงแล้วนะ’

ทางนี้ก็จ่อเข้าไป ‘ระวังนะ หูสูง.. เดี๋ยวมันจะเป็นหูหมานะ’

ทางนั้นก็แว้ดขึ้นมาทันทีว่า ‘มันจะเป็นหูหมาได้อย่างไร นี่มันหูคน’

‘อ้าว.. มันก็เป็นตรงที่สูง ๆ นั่นแหละ’ เลยเงียบเลย สู้ลูกไม่ได้

จากนั้นก็พูดถึงเรื่องการเทศนาว่าการ ‘แม่ก็เคยฟังมามากต่อมากแล้ว’ เพราะนิสัยโยมแม่เป็นคนชอบวัดแต่ไหนแต่ไรมา

‘ท่านเทศนาว่าการอยู่นั้น ก็ฟังไปธรรมดา ๆ ไม่ได้สะดุดใจ และไม่ค่อยเห็นผลในขณะที่ฟังเหมือนอาจารย์เทศน์ให้ฟัง เวลาอาจารย์เทศน์ไม่ได้ออกไปข้างนอกนะ ตามปริยัติท่านเทศน์เล่านิทานนี้ไป เราก็ฟังไปเลย.. จิตมันไม่เข้า แต่เวลาอาจารย์เทศน์ ไม่เทศน์อย่างนั้น.. เทศน์ตีเข้ามา ๆ’

เราก็ไม่เคยคิดว่าตีเข้ามายังไง แต่มันก็เป็นในหลักธรรมชาติของธรรม ที่ตีตะล่อมจิตที่มันดีดมันดิ้นเข้ามา ๆ จนเป็นความสงบ ๆ เทศน์ทีไรตีเข้ามาทั้งนั้น.. ไม่ได้ออกข้างนอกเหมือนปริยัติ ทีนี้ตีเข้ามาหลายครั้งหลายหน จิตมันก็ลงสงบได้ ๆ ต่อไปมันก็สงบแน่วเลย พอเริ่มเทศน์ปั๊บมันก็เริ่มลงเลย นี่ละ.. ที่ว่าแม่หูสูงแล้วนะ เทศน์องค์อื่นไม่อยากฟัง ถ้าไม่ใช่เทศน์อาจารย์

นี่ละ..ที่ว่าแม่ลง.. ลงก็คือแม่ของเราเอง ลงจริง ๆ ลงโดยหลักธรรมชาติทั้ง ๆ ที่เราเป็นลูก การบวชเรียนมาตั้งแต่เริ่มบวช การปฏิบัติกรรมฐานในสถานที่ใด ศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติในป่าในเขา ได้รับความทุกข์ความทรมานขนาดไหนไม่เคยเล่าให้โยมแม่ฟังนะ เพราะไม่เคยมีโอกาสที่จะไปพูดคุยกันระหว่างแม่กับลูก ก็เป็นเหมือนคนทั่ว ๆ ไปหมดเลย เพราะฉะนั้น เรื่องราวการบวชของเราโยมแม่จึงไม่ทราบ ดีไม่ดีคนอื่นทราบยิ่งกว่าโยมแม่ เพราะไปก็ไปธรรมดา

อย่างที่ว่าเข้าไปในครัว มีอะไรก็พูด จากนั้นไปเลย ที่จะไปพูดคุยกันระหว่างแม่กับลูกนี้ไม่เคยมี ออกปฏิบัติไปอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่เคยเล่า ไม่เคยพูด ศึกษาเล่าเรียนเป็นยังไง การปฏิบัติธรรมเป็นยังไง จิตใจเป็นยังไง ๆ ไม่เคยเล่านะ มีแต่ไปก็เทศน์อย่างนี้เลยจนกระทั่งตายจากกัน

โยมแม่ไม่ทราบเรื่องราวของเราเรื่องการออกปฏิบัติ ทราบตั้งแต่เวลาเราไปอยู่กับหลวงปู่มั่น แม่เล่าให้ฟัง

‘โห.. พอได้ทราบว่าอาจารย์ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น จากศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ไปอยู่ ทราบข่าวมาว่าอาจารย์ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น แหม ! แม่ดีใจจนขนลุกเลย พอทราบว่าไปอยู่กับหลวงปู่มั่น เพราะเป็นพระที่เลิศเลออยู่แล้ว แม่เคารพนับถือมานานแล้ว ดีใจเอามาก

ส่วนเราที่บวชมาแล้วไปเล่าเรื่องราวของตัวเองที่บวชให้แม่ฟังไม่เคยมี ไม่ว่าทางด้านปริยัติ ทางด้านปฏิบัติ หนักเบามากน้อยไม่เคยเล่า ตลอดจนแม่จากไป ไม่เคยเป็นเหมือนทั่ว ๆ ไป เราไม่เคยเล่า และไม่เคยพูดในฐานะแม่กับลูกเลย เป็นธรรมดาไปเลย ... โยมแม่เรียกเราว่า “มหา” ครั้นต่อมาค่อยเลื่อนชั้นขึ้นจนกระทั่งวาระสุดท้ายเรียกว่า “อาจารย์” โยมแม่ลงเราจริง ๆ นะ ‘เราก็พอใจที่ได้บวชโยมแม่’...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-10-2020 เมื่อ 18:47
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา