รุ่นพี่ที่ลงจากแนวหน้าชายแดนเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่เขมรแตกใหม่ ๆ ทุกคนอพยพมาฝั่งไทย พลอยดิบ ๑ กระป๋องแลกข้าวสารได้ ๑ กระป๋อง..! จะเอาหรือไม่เอาก็เรื่องของคุณ..!
เราจะเห็นว่ามนุษย์เราสามารถหากินบนความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแบบโหดร้ายสุด ๆ พูดง่าย ๆ ว่าพลอยดิบ ๑ กระป๋อง คุณเอาไปเจียระไนก็ได้เงินอย่างน้อยหลายพันหลายหมื่นบาท จะให้ข้าวเขาไปสัก ๒ ถัง ๓ ถังก็ไม่น่าเกลียด แต่นี่พลอยดิบ ๑ กระป๋องนม แลกข้าวสารได้ ๑ กระป๋องนม ใครที่ติดทองคำเอาไว้ก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าไม่มีการทอน ถึงเวลาแลกอะไรก็ต้องให้ไปทั้งหมดแบบนั้น ถ้าไม่แลกก็ไม่มีกิน หรือคุณจะกินทองแทนข้าวก็เชิญ..!
ส่วนนี้กระผม/อาตมภาพชื่นชมพี่น้องมอญพม่ามาก เขาเผชิญกับสถานการณ์ไม่แน่นอนแบบนี้มาหลายสิบปี ดังนั้น..พี่น้องมอญพม่าถึงเวลาทำงานได้เงินมา พอซื้อทองคำได้สลึงก็จะซื้อทองคำ พอซื้อทองคำได้ ๕๐ สตางค์ ก็จะซื้อทองคำ เมื่อสะสมได้ ๑๐ บาทไทย คราวนี้ก็รวยแล้ว กลับไปฝั่งพม่าแลกทองฝั่งโน้นได้ ๑๑ บาท เพราะว่าน้ำหนักทองไทยมากกว่าทองพม่า เขาก็จะใช้วิธีแลกเป็นทองพม่า แล้วให้ทางร้านรีดเป็นเส้นยาว ๆ กว้างประมาณครึ่งเซนติเมตร ม้วนเก็บเอาไว้เหมือนกับที่เราม้วนด้ายเก็บ ถึงเวลาจะขายก็ตัดออกมาใช้แค่เล็กน้อย ก็แปลว่าไม่เสียทั้งหมด
พวกเราคงเตรียมตัวแบบนั้นไม่ทัน แต่บอกให้รู้เอาไว้ว่า ปัจจัย ๔ สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอาหารและน้ำ ส่วนอื่นเราขาดได้ทั้งนั้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ใครจะคิดการทำอะไรเพื่อตนเองในด้านปัจจัย ๔ ก็ต้องเร่งรีบทำเสียตั้งแต่ตอนนี้ โดยเฉพาะสามเณรภาคฤดูร้อน ไปดูแปลงเกษตรวัดท่าขนุนแล้ว จะเห็นว่าความจริงทำไม่ยาก แต่เราไม่เคยทำเท่านั้น บอกพ่อบอกแม่ให้มาดูที่วัดท่าขนุนก็ได้ หรือถ้าหากว่าพ่อตกงาน แม่ตกงาน เข้าวัดมาบวชไปก่อนก็ได้ อย่างน้อย ๆ บิณฑบาตก็ยังพอมีกินอยู่..!
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:56
|