เนื่องเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ๔ สิ่งที่วิ่งแล้วไม่งาม อันดับแรกเลยก็คือช้างทรงของพระมหากษัตริย์ที่ประดับคชาภรณ์
ประการที่ ๒ ก็คือหญิงผู้เป็นเบญจกัลยาณี ประการที่ ๓ ก็คือองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระบรมราชภูษิตาภรณ์ อันดับสุดท้ายก็คือนักบวชในพระพุทธศาสนาของเรานี่เอง
พูดง่าย ๆ ว่าวิ่งเมื่อไรก็หมดความงามหมดความน่าเกรงใจลงไปเมื่อนั้น..! ดังนั้น..จึงต้องคอยตักเตือน เนื่องเพราะว่าสามเณรยังมีสติสมาธิน้อย แม้ว่าจะโดนบังคับให้เจริญกรรมฐาน และทำวัตรทั้งเช้าทั้งเย็นร่วมกันก็จริง แต่ว่าก็ยังไม่สามารถที่จะชดเชยได้ เนื่องเพราะเหมือนกับคนที่หาเงินได้แค่วันละ ๑๐๐ - ๒๐๐ บาท แต่ถึงเวลาใช้จ่ายไปวันละ ๕๐๐ บาท วันละ ๑,๐๐๐ บาท ด้วยการไปสนใจสิ่งภายนอก ย่อมทำให้การสะสมกำลังสมาธิไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
ตรงจุดนี้อยากจะให้พระภิกษุสามเณรและญาติโยมทั้งหลายพึงพิจารณาไว้ด้วยว่า ที่ท่านทั้งหลายบางท่านปฏิบัติธรรมมาเป็นสิบ ๆ ปี ทำไมถึงไม่มีความก้าวหน้าเลย ? ก็เพราะว่าท่านปล่อยให้กำลังในการปฏิบัตินั้นรั่วไหลไปเสียหมด เพราะว่าการสั่งสมกำลังให้เพียงพอ ในการที่จะก้าวข้ามการปฏิบัติตามลำดับของเรานั้น ไม่สามารถที่จะสั่งสมเอาไว้จนเพียงพอที่จะก้าวข้ามได้ เดี๋ยวก็รั่วออกทางตา รั่วออกทางหู รั่วออกทางจมูก รั่วออกทางลิ้น รั่วออกทางกาย และรั่วออกทางใจ ถ้าหากว่าสามารถปิดรอยรั่วเหล่านี้ได้เมื่อไร โอกาสที่ท่านทั้งหลายจะก้าวหน้าในการปฏิบัติ และเข้าถึงมรรคถึงผลจึงจะมีขึ้นมาได้
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันเสาร์ที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:10
|