ดูแบบคำตอบเดียว
  #2  
เก่า 04-04-2026, 00:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 34,063
ได้ให้อนุโมทนา: 162,679
ได้รับอนุโมทนา 4,538,042 ครั้ง ใน 37,685 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงเช้าหลังจากบิณฑบาตและฉันเช้าแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไปตรวจติดตามการก่อสร้างหอพักและห้องน้ำสำหรับนักเรียนหญิงบ้านไกล ที่โรงเรียนทองผาภูมิวิทยา แล้วหลังจากนั้นก็ได้ร่วมงานสงกรานต์ของทางโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ซึ่งเชิญคณะกรรมการสถานศึกษามา เพื่อรดน้ำขอพรช่วงสงกรานต์

กระผม/อาตมภาพได้ให้ข้อคิดแก่บรรดาผู้บริหารและครูอาจารย์ของโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ถึงความผิดเพี้ยนของประเพณีสงกรานต์ ซึ่งตั้งแต่เปลี่ยนจากการรดน้ำขอพร มาเป็นการท่องเที่ยว การหลุดกรอบไปจึงมีเยอะมาก การรดน้ำดำหัวในช่วงสงกรานต์นั้น สมัยก่อนมีวัตถุประสงค์สำคัญหลายอย่างด้วยกัน

ประการที่ ๑ การอยู่ร่วมกันอาจจะมีการล่วงเกินกันด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เมื่อถึงวาระสำคัญจึงมีการรดน้ำขอขมา ดังนั้น..เราจะเห็นว่าโบราณเขาจะมีน้ำขมิ้น ส้มป่อย ถ้าไปหาผู้ใหญ่ ก็จะใช้วิธียกน้ำขมิ้น ส้มป่อย และอาจจะมีผ้าใหม่ด้วย ให้กับผู้ใหญ่ ซึ่งท่านก็จะเอามือจุ่มน้ำ พรมใส่ศีรษะตัวเองและลูบเนื้อลูบตัวบ้าง อยู่ในลักษณะที่ว่ารับการขอขมาจากเรา

ความจริงการขอขมากรรมต่อกันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าในกรรมทั้งหมด ๓ หมวด ๑๒ ประเภทนั้น มีส่วนหนึ่งที่ชื่อว่า "อโหสิกรรม" เป็นสิ่งที่โจทก์และจำเลยต้องมาอยู่ต่อหน้ากัน ฝ่ายหนึ่งกล่าวขออภัย ขออโหสิกรรม อีกฝ่ายหนึ่งก็ออกปากให้อภัยและอโหสิกรรม ถ้าลักษณะอย่างนั้นกรรมทั้งหมดก็จะสิ้นลง ก็คือเฉพาะอดีตถึงปัจจุบัน ถ้าอนาคตไปทำใหม่ ก็ก่อกรรมทำเข็ญ ผูกกรรมกันต่อไป..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-04-2026 เมื่อ 01:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา