วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ชีวิตกระผม/อาตมภาพก็คงจะต้องวุ่นวายอยู่กับคณะธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญพระชนมายุ ๗๕ พรรษาไปอีกหลายวัน โดยเฉพาะในส่วนของการประสานงานกับสถานที่ต่าง ๆ
เรื่องของการประสานงานนั้น นอกจากเราต้องบอกกล่าวให้ชัดเจนว่า ใคร ? ทำอะไร ? ที่ไหน ? เมื่อไร ? อย่างไร ? ทำไม ? แล้ว ยังต้องมีการตอกย้ำบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มความกระตือรือร้นให้กับเจ้าของสถานที่อีกด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ใช่อยู่ในลักษณะของ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ที่โฉบมาแล้วก็หายไปเลย หากแต่ต้องยืนยันกับเขา และแจ้งความคืบหน้าด้วยว่า ตอนนี้ทำอะไร ? ถึงไหนแล้ว ? จะมาถึงท่านหรือว่าส่วนที่ท่านรับผิดชอบกันเมื่อไร ? ตอนไหน ?
โดยเฉพาะคณะธุดงค์ของเรา ต้องมีการเข้าพักยังสถานที่ต่าง ๆ และรบกวนอาหารมื้อเช้าของเขาด้วย จากที่กำหนดเอาไว้ว่า จะรับบิณฑบาตตอนประมาณ ๗ โมงเช้า ฉันเสร็จแล้วเริ่มเดินทาง ๘ โมงเช้า ปัจจุบันนี้กลายเป็นว่า รับบิณฑบาต ๐๕.๔๕ น. ฉันเสร็จแล้วเริ่มเดิน อย่างช้าที่สุดไม่เกิน ๖ โมงครึ่ง
เนื่องเพราะว่าถ้ายิ่งออกสายก็ยิ่งร้อนมาก แล้วถ้าหากว่าร้อนมาก ๆ บางคนร่างกายก็ไม่ไหว ถ้าหากว่าหลายท่านติดตามทางหน้าเว็บเพจ ก็จะเห็นว่า รถพยาบาลก็ดี รถส่งน้ำส่งอาหารก็ตาม กลายเป็นพาหนะพิเศษของพระภิกษุหลายรูปด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากการที่ท่านทั้งหลาย มีโรคประจำตัวบ้าง อายุมากจนเดินไม่ไหวบ้าง
เรื่องพวกนี้ก็ไม่ว่ากัน เพราะว่าพอที่จะอนุเคราะห์สงเคราะห์กันได้อยู่แล้ว แต่ส่วนหนึ่งที่อยากจะเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมทุกท่านก็คือ ญาติโยมทั้งหลายเมื่อเห็นคณะธุดงค์แล้ว หลายต่อหลายท่านก็ไปซื้อหาสิ่งของ แล้วก็ตีรถย้อนกลับมาขอใส่บาตร หลายท่านที่อยู่ในระหว่างทาง ก็นำน้ำ นำอาหาร มาดักรอใส่บาตรกัน
บางคนถึงขนาดปรารภว่า เห็นพระภิกษุสามเณรจำนวนนับร้อยรูปแล้วชื่นใจ ปีติมาก ถ้าเรานึกถึงในมังคลสูตรที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง การได้เห็นสมณะคือมงคลสูงสุดประการหนึ่ง เพราะว่าใจของเราจะผูกอยู่กับสังฆานุสติ เป็นการปฏิบัติกรรมฐานกองใหญ่ได้โดยไม่ยากเลย
แต่คราวนี้ในปัจจุบัน สภาพจิตของคนหยาบหนา นอกจากเห็นพระแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต ยังรู้สึกรังเกียจ ประมาณว่าเป็นกาลกิณีอีกต่างหาก เนื่องเพราะว่าในบ้านเราเมืองเรานั้น ส่วนใหญ่แล้ว "ข่าวร้ายลงให้ฟรี ถ้าข่าวดีต้องเสียเงิน" และนิสัยสันดานคนก็มักนิยมการไหลลงต่ำเป็นปกติ จึงมักจะไปเสพข่าวที่มีเนื้อหาในด้านร้าย แทนที่จะเสพข่าวที่มีเนื้อหาในด้านดี ก็แปลว่า ซ้ำเติมตนเองให้ตกต่ำลงไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 01:58
|