หลวงพ่อท่านบอกว่าหมอผีนั่งเสกคาถางึมงำอยู่ แล้วลมก็พัดแรงขึ้น ๆ ผีผู้หญิงดันโลง ดินแตกโผล่ขึ้นมานั่ง แล้วก็ขยายตัวใหญ่ขึ้น..ใหญ่ขึ้น จนสูงเป็นวาทั้ง ๆ ที่อยู่ในท่านั่ง หมอผีก็เสกคาถาไปเรื่อย จนหดลงมาเท่าตัวคนปกติ แล้วก็เอาเทียนลนคาง กระผม/อาตมภาพก็ยังสงสัยว่า "ทำไมต้องลนคางด้วย ?" ถ้าลนพุงมันน่าจะได้น้ำมันเยอะกว่า แต่คาดว่าเพื่อให้ความสะดวกตอนรับน้ำมันที่หยดลงมา
หมอผีเขาลนไปภาวนาไป จนน้ำมันหยดลงในขวดเล็ก ๆ ได้ ๓ หยด ก็ปิดฝาขวด ดับเทียน แล้วว่าคาถา จนกระทั่งผีหดกลับลงไปในโลงตามเดิม กลบเสร็จสรรพแล้วก็ถอนพิธี เก็บไม้เก็บสายสิญจน์กลับ หลวงพ่อท่านก็จ่ายเงิน ๒๕ บาทสมัยนั้นให้ ลองคิดดูก็แล้วกันว่าทองคำราคาเท่าไรก็ไม่แน่ใจ แต่ข้าวน่าจะเกวียนละบาทเดียว..! หมอผีเอาน้ำมันพรายให้ กระผม/อาตมภาพถามหลวงพ่อท่านว่า "ได้ลองใช้หรือเปล่าครับ ?" ท่านบอกว่า "ไอ้ของระยำอย่างนี้จะไปใช้อีท่าไหน เดินข้ามสะพานพุทธก็โยนลงแม่น้ำไปแล้ว..!"
เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าเป็นสมัยก่อน ก็อยู่ที่ว่าครูใครดีกว่า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีกฎเกณฑ์ก็คือ "ถ้าหากว่าได้ใครแล้วต้องรับเลี้ยงเขา ห้ามทิ้งขว้างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นของจะเข้าตัวเอง" เราจะเห็นว่าแม้แต่เรื่องไสยศาสตร์ เขาก็ยังมีข้อห้ามที่เป็นกฎเกณฑ์ของศีลธรรมอยู่ แต่ว่าในสมัยของเรา เด็ก ๆ สมัยนี้เขาบอกว่า "ผู้ชายจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอให้นิสัยรวยก็ใช้ได้..!" ฟังดูตอนแรกนึกว่าให้นิสัยเข้ากันได้ก็ใช้ได้ ดันบอกว่าให้นิสัยรวยก็ใช้ได้ ได้ยินแล้วเครียด..!
ดังนั้น..ในเรื่องประเพณีตรุษสารทในยุคปัจจุบันที่ได้รับความสำคัญน้อยลงก็เพราะว่าสมัยนี้เด็ก ๆ เขาอิสระมากกว่าที่เราคิด พระภิกษุสามเณรของเราก็ต้องรับเป็นภาระอบรมกันต่อไป ส่วนอบรมแล้วจะรอดมาได้สักกี่คน ไม่สามารถที่จะรับประกันได้..!
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพุธที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:06
|