แต่คราวนี้ด้วยความที่ว่า ถ้าสาวสวยมีหนุ่มหมายปองจำนวนมาก ถ้าคนไหนรู้ตัวว่าความรู้ความสามารถหรือหน้าตาตนเองสู้ใครไม่ได้ ก็ต้องใช้ "วิธีมู" ของเด็กสมัยนี้ ที่เขาว่า "ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็ต้องเล่นด้วยคาถา..!"
แบบเดียวกับที่ขุนช้างไปหลอกนางพิมพิลาไลยว่า ขุนแผนออกศึกรบจนตัวตายแล้ว ไม่ทราบว่าไปขุดกระดูกใครมาใส่หม้อส่งให้ นางพิมพิลาไลยก็ร้องห่มร้องไห้เสียใจ เพราะว่าสมัยก่อนไม่ได้มีโทรศัพท์หรือไลน์อย่างทุกวันนี้ ขุนแผนไปรบถึงต่างบ้านต่างเมือง อย่างศึกเชียงใหม่เป็นต้น เดินทางไปกลับบางทีก็ครึ่งค่อนปี
ถ้าการรบติดพัน อย่างสมัยท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ไปรบข้างเขมรและญวนต่อเนื่องกัน ไม่ได้กลับบ้านถึง ๑๓ ปี..! ในหลวงรัชกาลที่ ๓ ต้องมีพระราชสาส์นไป บอกว่าให้พักรบยั้งทัพเอาไว้ก่อน กลับมาเยี่ยมบ้านบ้าง ลูกโตแล้วยังไม่ได้เห็นหน้าพ่อเลย ก็คือคลอดตอนที่กำลังจะไปทัพ พ่อกลับมาลูกโตเป็นหนุ่มแล้ว..!
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทางบ้านก็กลัวว่าจะโดนริบราชบาตร ก็คือทรัพย์สมบัติตลอดจนกระทั่งลูกเมียจะโดนยึดเป็นของหลวง จึงได้บังคับนางพิมพิลาไลยให้แต่งงานกับขุนช้าง แล้วคนสมัยหลังก็ไปด่าว่าเป็น "นางวันทองสองใจ" โดยที่ไม่ได้ดูว่าสภาพสังคมยุคนั้นเป็นอย่างไร
มากล่าวถึงในเรื่องเดิมก็คือในเมื่อตนเองไม่สามารถที่จะสู้หนุ่มอื่นได้ บางคนก็เล่นเครื่องรางของขลัง บางคนก็เล่นเวทมนตร์คาถา แล้วแต่ว่าใครมีครูดี สมัยกระผม/อาตมภาพเด็ก ๆ เห็นรุ่นพี่ที่โตเป็นหนุ่ม พยายามที่จะท่องคาถา เสกแป้งผัดหน้าก่อนไปหาสาว ทุกวันนี้ยังจำคาถาได้ ยาวฉิบหายวายป่วงเลย..! ยังคิดว่ากว่าจะท่องจบสาวเขาอาจจะไปถึงต่างตำบลแล้วก็ได้..!
ได้ยินเขาท่องว่า "โอมศรีกูงามคือฟ้า หน้ากูงามคือพระแมน แขนกูงามคือพระนารายณ์ ฉายกูงามคือพระอาทิตย์ ฤทธิ์กูงามคือพระจันทร์ ฯลฯ" แล้วก็อีกมากมายเยอะแยะ จำได้..แต่ขี้เกียจท่อง เพียงแต่สงสัยว่าจะไปจีบสาวหรือจะไปตีกับคนอื่น เพราะคาถาไม่ได้ออกแนวมหาเสน่ห์ แต่ดูเหมือนเตรียมจะแผลงฤทธิ์กันแล้ว..!
หลายคนก็ใช้วิธีพกวัตถุมงคล ซึ่งถ้าเป็นแถวบ้านสมัยก่อน เขาหาปลัดขิกหลวงพ่อวุ่น วัดบางซอ เพราะว่าแถวใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม อยุธยา ไปหาท่านกันทั้งนั้น หลวงพ่อวุ่นท่านร้อนวิชา แทนที่จะอยู่วัดเหมือนคนอื่น ก็ต้องลอยเรือพายไปเรื่อย ๆ วนไปวนมา แม้กระทั่งจำพรรษาก็ต้องอธิษฐานอยู่ในเรือ เพราะว่าท่านร้อนวิชา สร้างปลัดขิกแล้วขลังมาก
บางท่านก็ไปขอในส่วนของสีผึ้งบ้าง แป้งผัดหน้าบ้าง น้ำมันเจิมหน้าบ้าง บางคนก็ไปให้ครูบาอาจารย์ลงนะหน้าทอง ลงสาลิกาลิ้นทอง ที่หนักกว่านั้นเลยก็โน่น ไปขอให้หมอผีทำน้ำมันพราย เพียงแต่ว่าน้ำมันพรายนั้น ถ้าผู้หญิงโดนเข้าไปแล้วมักจะเสียสติ ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ เพราะว่าโดนผีคุมนานจนเกินไป..!
รุ่นของกระผม/อาตมภาพไม่ได้เห็นด้วยตนเอง แต่ว่าหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านได้เห็นด้วยตนเอง เพราะว่าตั้งใจจ้างหมอผีด้วยราคา ๒๕ บาทในสมัยนั้น บอกว่าช่วยทำให้ดูหน่อย จนกระทั่งหมอผีเขาได้ข่าวว่ามีผู้หญิงตายวันเสาร์ และตายทั้งกลม ก็มาแจ้งข่าวแล้วนัดแนะเวลากัน หลวงพ่อท่านเป็นรองเจ้าคณะ ๔ อยู่ที่วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร ก็ต้องเดินข้ามสะพานพุทธไปกับหมอผีนั่น
ท่านบอกว่าหมอผีจะวงสายสิญจน์รอบหลุมศพ แล้วก็ให้หลวงพ่อนั่งอยู่ข้างใน บอกว่า "เกิดอะไรขึ้นให้ดูอย่างเดียว ห้ามทัก ห้ามวิ่งเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าตายจะไม่รับรอง..!"
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:02
|