บางท่านศึกษามาสูงกว่า ก็ดูถูกกระทั่งพระอุปัชฌาย์อาจารย์ โดยที่ลืมนึกไปว่าตัวเองเป็นสงฆ์ขึ้นมาได้เพราะใคร ? ซึ่งสมัยก่อนเขาถือพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์คู่สวด เปรียบเหมือนกับพ่อแม่ในทางธรรม บางท่านที่เคร่งครัดมาก ๆ อย่างหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน จังหวัดสมุทรสาคร ท่านบวชให้แล้วไม่ยอมสึกให้ใคร ท่านบอกว่าท่านสามารถบวชคนเป็นสงฆ์ขึ้นมาได้ แต่จะให้ท่านทำลายสงฆ์ด้วยการกลับคืนเพศฆราวาส ท่านไม่ทำ ใครบวชกับท่านแล้ว อยากจะสึกต้องไปสึกที่วัดอื่น นั่นก็คือความเคารพในพระรัตนตรัยอย่างถึงที่สุด..!
เพียงแต่ว่ารุ่นใหม่ของเราเองไม่ค่อยจะยึดถือ เราจะสังเกตว่าคนรุ่นเก่าทำอะไรก็ขลัง แต่คนรุ่นใหม่ของเราหาขลังได้ยากมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการเชียร์กันเอง หรือไม่ก็ลูกศิษย์ช่วยโฆษณาให้ แต่ประเภทดีเด่นดังด้วยความสามารถของตัวเองจริง ๆ น้อยลงไปทุกวัน ก็เพราะว่าเราก้าวออกจากทางของศีล สมาธิ ปัญญา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางเอาไว้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ถ้าทำไป ทำไป สม่ำเสมอ จะเกิดฤทธิ์ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
เอาแค่ว่าตี ๓ ครึ่ง ลุกมาครองผ้าเตรียมเจริญกรรมฐานและทำวัตรเช้า คนที่มีฤทธิ์ก็คือทำจนเป็นปกติ ท่านก็ไม่รู้สึกว่าหนักอะไร ส่วนหลายต่อหลายคนก็ "นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น" พยายามปลอบใจตนเองเท่าไรก็ลุกไม่ไหว เพราะว่าความขี้เกียจมีมากกว่า ไม่เห็นคุณค่าหรือประโยชน์ของการชำระใจตนเองให้ห่างจากกิเลส แล้วแบบนี้จะไปหวังความขลัง จะไปหวังความดีเด่นดัง ชาติหน้าไม่รู้ว่าจะหวังได้หรือเปล่า ?
จึงขอเตือนท่านทั้งหลายว่า ด้วยความที่อยู่ในสายตาของชาวบ้าน เราจึงต้องระมัดระวัง กาย วาจา ใจ ของเราให้ดี ค่อย ๆ ขัด ค่อย ๆ เกลา เพื่อสร้างความเลื่อมใสในพระศาสนาให้เกิดขึ้น อย่างที่กระผม/อาตมภาพเคยย้ำอยู่บ่อย ๆ ว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเจริญขึ้นมาได้ ก็อย่าทำให้พระพุทธศาสนาต้องพังลงไปเพราะมือของเราเอง..!
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอังคารที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:34
|