ดูแบบคำตอบเดียว
  #4  
เก่า วันนี้, 00:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,986
ได้ให้อนุโมทนา: 162,365
ได้รับอนุโมทนา 4,535,284 ครั้ง ใน 37,604 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ส่วนในเรื่องอื่น ๆ นั้น ญาติโยมทั้งหลายต้องนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ซึ่งพระองค์ท่านได้ตรัสไว้นานแล้วว่า "ในเรื่องของข้าวนั้น ประเทศเราจำเป็นที่จะต้องปลูก เนื่องเพราะว่าคนมากขึ้นทุกวัน ถ้าหากว่าไม่ปลูก ข้าวก็จะไม่พอกิน" ซึ่งตรงจุดนี้นั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็บอกเอาไว้หลายสิบปีแล้วเช่นกันว่า "ช่วงภาวะสงครามนั้น ข้าวปลาอาหาร พืชผลการเกษตรล้วนแล้วแต่เป็นที่ต้องการ ประเทศอื่นมัวแต่รบราฆ่าฟันกันอยู่ ไม่มีเวลาที่จะมาสร้างผลผลิต ถ้าหากว่าบ้านเรามีผลผลิต ก็สามารถที่จะขายได้ทุกอย่าง"

เพียงแต่กระผม/อาตมภาพอยากจะชี้ให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า ในส่วนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ นั้น พระองค์ท่านตรัสถึง
"ความมั่นคงของชาติ" ซึ่งก็คือการที่เรามีกินมีอยู่โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ซึ่งในภาวะสงครามนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญสุด ๆ สำคัญกว่ากำลังทหารเสียอีก..! เนื่องเพราะว่าทหารถ้าไม่มีเสบียง ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ จากภาษิตที่กล่าวว่า "กองทัพเดินด้วยท้อง" นั้น เป็นของจริงของแท้แน่นอน

ส่วนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านกล่าวถึงนั้นก็คือ
"ถ้าหากว่าเรามีผลผลิตเหลือเฟือเราก็ขายได้ แต่ว่าอันดับแรกเลยคือตนเองต้องมีกินก่อน หรือว่ามากไปกว่านั้น คือคนไทยต้องมีกินก่อน" ไม่เช่นนั้นแล้ว มัวแต่คิดว่าประเทศของเรามีผลผลิตมากมายเหลือเฟือ แล้วเอาแต่ขายส่งออกนอก ด้วยความโลภในราคาที่สูง กลายเป็นว่าบ้านเราเป็นแหล่งผลิตแท้ ๆ แต่ผู้คนต้องมาอดอยากและซื้อหาข้าวของด้วยราคาที่สูง ก็จะเป็นไปตามภาษิตจีนที่ว่า "น้ำท่วมวังพญามังกร" ก็คือเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นก็เป็นไปได้..!

เรื่องพวกนี้นั้น แม้ว่าท่านทั้งหลายขยับตัวในตอนนี้จะช้าจนเกินไป แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ถ้าหากว่าทุกท่านไปดูตัวอย่าง ไม่ว่า "แปลงผักสวนครัวรั้วกินได้" ที่วัดท่าขนุนก็ดี "แปลงสาธิตเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยศาสตร์พระราชา" ของวัดท่าขนุน ในชุมชนวังท่าขนุนก็ตาม หรือแม้กระทั่ง "แปลงเกษตรสาธิตโคกหนองนาในพระราชดำริ" ของวัดท่าขนุน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ได้รับความเมตตาจากคณะรวมใจภักดิ์ ของท่านอาจารย์วิชชุ อารมณ์ดี พาคณะมาช่วยดูแลให้อยู่ทุกอาทิตย์ ท่านจะเห็นว่าบางแห่งมีการปลูกผักโดยไม่ต้องอาศัยดิน ที่เขาเรียกกันว่าไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งทางวัดของเรานำไปจำหน่ายที่ตลาดริมแควเมืองท่าขนุนอยู่ทุกอาทิตย์

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ได้ใช้เวลามาก ถ้าหากว่าเริ่มทำในวันนี้ ไม่เกิน ๑ เดือน เราก็จะมีผักสดเอาไว้รับประทานเอง โดยที่ไม่ต้องซื้อหาให้เปลืองเงิน พวกเครื่องปรุงต่าง ๆ ไม่ว่าจะ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หรือว่าพริก หอม กระเทียม ก็ตาม ถ้าหากว่าเราเสียบเราปลูกเอาไว้รอบบ้าน หรือว่าใส่กระถาง ใส่โอ่ง ใส่อ่าง ใส่ยางรถยนต์เอาไว้ ถึงเวลาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น

ในช่วงที่แพง ๆ มะนาวลูกหนึ่งถึง ๘ บาท ๙ บาทก็มี..! แล้วเรื่องอะไรที่เราต้องไปเสียเงินทั้ง ๆ ที่สามารถประหยัดได้ แต่ว่าหลายต่อหลายท่านก็ชินกับความมักง่าย ในการเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ทั้ง ๆ ที่ไข่เราซื้อมาต้มเอง ต่อให้ลงทุนทุกอย่างแล้วก็ไม่น่าจะเกิน ๓ บาท แต่กลับไปซื้อไข่ต้มฟองละ ๖ บาท..! กระผม/อาตมภาพเห็นแล้วยังเกาหัวตัวเองว่า ตกลงเขาใช้อวัยวะส่วนไหนในการคิดกันแน่ ?

เรื่องพวกนี้ที่กล่าวมาก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาว่า ภาวะสงครามที่ล้อมรอบตัวเข้ามาขนาดนี้แล้ว เราควรที่จะพึ่งพาอาศัยตนเอง หรือว่าจะพึ่งพาอาศัยเงินเดือน ที่ทำเท่าไรก็กลายเป็นของนายทุนเขาหมด และโดยเฉพาะไม่แน่ใจว่าสภาวะแบบนี้ งานการของท่านจะมั่นคงไปอีกกี่วัน ถ้ายังไม่หาทางถอยด้วยการพึ่งพาตัวเองแต่เนิ่น ๆ ถึงเวลาลำบากขึ้นมาก็ไม่ต้องไปโทษใคร..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันเสาร์ที่ ๑๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:01
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา