ขนาดสมัยที่กระผม/อาตมภาพเข้าไปช่วยบูรณปฏิสังขรณ์วัดท่าขนุนในช่วงแรก ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระเทพเมธากร (ณรงค์ ปริสุทโธ ป.ธ. ๔) วัดท่ามะขาม ส่งไปให้ดำเนินการนั้น เมื่อติดตั้งหอกระจายเสียงตามสายขึ้นไป ผู้มีอิทธิพลข้างวัดทนฟังเสียงพระทำวัตรไม่ได้ ถึงเวลาพระขึ้นทำวัตรก็ยิงปืนเปรี้ยงปร้างเข้ามาในวัด จนกระทั่งอดีตเจ้าอาวาสทำท่าว่าจะเลิกกลางคัน..!
แต่ช่วงนั้นกระผม/อาตมภาพต้องคอยหนุนหลังเอาไว้ ยืนยันว่า "เขาอยากจะยิงให้ยิงไป แต่ผมยืนยันว่าพวกคุณปลอดภัยแน่นอน" และลงไปร่วมนั่งทำวัตรด้วยทุกวัน จึงทำให้เหตุการณ์ทุกอย่างค่อย ๆ คลี่คลายไปในทางที่ดี และท้ายที่สุด ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นก็แพ้ภัยไปเอง ซึ่งเรื่องพวกนี้อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นคนแก่ขี้โมโห ก็เลยทำให้โรคภัยไข้เจ็บรับประทานไปก็เป็นได้..!
ส่วนทางด้านวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่แห่งนี้ ตุ๊พ่อสิงห์ท่านก็ชราอายุมากแล้ว เมื่อโดนทางอิทธิพลท้องถิ่นบีบเข้ามาทุกทาง ไปขอให้วัดอื่นช่วยก็ไม่มีใครช่วย กระผม/อาตมภาพจึงต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเอง จนกระทั่งตุ๊พ่อท่านต่อสู้ และสามารถที่จะฝ่าฟันผ่านมาได้สำเร็จ แต่ว่าทุกวันนี้ก็ยังไว้วางใจอะไรไม่ได้ เนื่องเพราะว่ากำลังใจของคณะญาติโยมในพื้นที่ ยังไม่รวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวนัก ยังมีเขามีเราอยู่ เพียงแต่ว่าเกรงใจที่กระผม/อาตมภาพยังยืนค้ำหลังให้ตุ๊พ่อ จึงไม่มีใครที่จะกล้าอาละวาดออกมาต่อหน้าเท่านั้นเอง..!
ในการก่อสร้างพระจุฬามณีเจดียสถานนั้น ช่วงนั้นตุ๊พ่อท่านมีญาติโยมให้การสนับสนุนน้อย กระผม/อาตมภาพจึงถวายปัจจัยให้ท่านมา ๕ แสนบาท เพื่อที่จะได้ทำโครงสร้างต่าง ๆ ให้เสร็จ แต่กว่าจะเสร็จ ตุ๊พ่อก็ใช้เงินไป ๑๐ กว่า ๒๐ ล้าน ในเมื่อส่วนนี้สำเร็จลงแล้ว ก็ถือว่าภาระที่น่าหนักใจของตุ๊พ่อท่าน สำเร็จเสร็จสิ้นลงสมดังความปรารถนา พูดง่าย ๆ ว่า "ตายตาหลับได้..!"
กระผม/อาตมภาพจึงต้องเดินทางมาเป็นประธานในพิธี ทั้งที่ได้รับฎีกานิมนต์จากท่านพระครูปลัดสุวัฒนรัตนคุณ (พระอาจารย์สมนึก สุธมฺมถิรสทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซุง) นิมนต์ไปร่วมงานประจำปีที่วัดท่าซุงในวันเดียวกัน แต่ด้วยความที่ทางวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ได้นิมนต์เอาไว้ก่อน และกำหนดงานเป็นที่แน่นอนก่อนหน้านั้นแล้ว กระผม/อาตมภาพจึงต้องคืนฎีกาให้กับทางวัดท่าซุง เพื่อมาเป็นประธานในงานฉลองพระจุฬามณีเจดียสถานในที่นี้
ระหว่างที่เดินทางมานั้น สิ่งหนึ่งที่เห็นผลกระทบจากภาวะสงครามอย่างชัดเจนก็คือ ไม่ว่าจะแวะเติมแก๊สที่ไหนก็ตาม สถานที่นั้นก็จะอ้างว่าไฟฟ้าดับบ้าง แก๊สหมดบ้าง ซึ่งทั้ง ๆ ที่ตอนวิ่งมารอบข้างไฟก็ยังสว่างดี มาดับเฉพาะในปั๊มของเขาเท่านั้น..! ส่วนคำว่า "แก๊สหมด" เราก็ไม่สามารถที่จะไปขอตรวจสอบเขาได้เสียด้วย ซึ่งเรื่องตรงนี้ กระผม/อาตมภาพเคยพูดไปแล้วว่า บุคคลที่เห็นแก่ตนเองนั้น ย่อมไม่สนใจว่าคนอื่นจะเดือดร้อนเท่าไร ต่อให้มีของเหลือเฟือก็จะบอกว่าหมด รอให้ขึ้นราคามากกว่านี้ แล้วถึงจะนำออกมาขาย..!
เรื่องพวกนี้จะว่าไปก็เป็นเรื่องปกติของปุถุชนที่หนาไปด้วยกิเลส ประกอบไปด้วย รัก โลภ โกรธ หลง เป็นปกติ ย่อมไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้น น่าเกลียดน่าชังขนาดไหน แต่ก็ปล่อยเขาไปตามเวรตามกรรม เนื่องเพราะว่าเรื่องพวกนี้ทำไปแล้ว ถึงเวลาท่านทั้งหลายก็จะต้องรับผลของกรรมนั้นเอง กระผม/อาตมภาพอาศัยวิ่งด้วยน้ำมัน มาจนกระทั่งถึงวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ ซึ่งขากลับก็คงจะต้องเติมน้ำมันแล้ววิ่งลงไป จนกว่าจะหาสถานที่เติมแก๊สได้ จึงจะได้ใช้แก๊สกันต่อไป
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:55
|