เมื่อเจ้าหน้าที่เขานิมนต์เข้าที่และมอบหมายภารกิจให้แล้ว กระผม/อาตมภาพก็เข้าสู่สมาธิ ยังได้ยินแว่ว ๆ ว่า พระเดชพระคุณพระพรหมวชิรากร (สุนทร สุนฺทราโภ ป.ธ. ๔) กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๖-๑๗-๑๘ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม วรวิหาร ท่านเป็นประธานในการจุดเทียนชัย
เมื่อตั้งใจกำหนดจิตระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และครูบาอาจารย์ตามสายวิชามหาจักรพรรดิตราธิราชแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาภาวนาไปตามที่พระท่านสั่ง จนกระทั่งรู้สึกว่าทุกอย่างเต็มดีแล้ว คลายสมาธิออกมา ปรากฏว่ายังไปไม่ถึงไหนเลย เนื่องเพราะว่าการสวดบทมหาจักรพรรดิตราธิราชนั้น นอกจากจะสวด อิติปิ โส รัตนมาลา แล้ว ก็ยังมีสลับด้วย ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนานเป็นระยะ ๆ
เมื่อสวดไปได้ ๒๗ อักขระ ก็สวดบท ๗ ตำนาน แล้วก็ต่อด้วยอักขระต่อไป แล้วก็สวดบท ๑๒ ตำนาน เหล่านี้เป็นต้น สวดไปสวดมา นึกว่าจะจบแค่ อิติปิ โสฯ ปรากฏว่า สวากขาโตฯ ก็มาด้วย ในเมื่อขึ้น สวากขาโตฯ แล้ว ก็มีบทสวดของบรรดา ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน พระสูตรต่าง ๆ เข้ามาแทรกอีก
จนกระทั่งไปถึง สุปฏิปันโนฯ กระผม/อาตมภาพเองก็ได้แต่นั่งหัวเราะ เนื่องเพราะว่าบรรดาพระเกจิอาจารย์ที่นิมนต์มานั้น อยู่ในลักษณะ "เครื่องไหม้" ไปตาม ๆ กัน เนื่องเพราะว่าลากสมาธิยาวนานหลายชั่วโมง ลองดูนาฬิกาปรากฏว่าเกือบจะ ๔ โมงเย็นแล้ว..!
บรรดาพระมหานาคผู้สวด ตอนแรกก็ยังสวดรักษาจังหวะ ไปเรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แต่พอรู้ว่าเขาให้สวดเป็นเล่ม ๆ แบบนี้ จึงเร่งอย่างชนิดที่หายใจหายคอไม่ทัน กระผม/อาตมภาพพยายามเงี่ยหูฟังว่า ตำรามหาจักรพรรดิตราธิราช สายวัดประดู่โรงธรรม ซึ่งครูบาอาจารย์ที่กระผม/อาตมภาพรู้จักมักคุ้นมากที่สุดก็คือ "หลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช" นั้น มีอะไรแตกต่างไปจากสายแม่กลองของหลวงปู่คง วัดบางกะพ้อมบ้าง
ปรากฏว่าเมื่อมาถึงสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ทางด้านพระมหานาคก็ตัดจบเอาดื้อ ๆ ทำเอาบรรดาพระเกจิอาจารย์ที่พอจะรู้เรื่องก็หันมายิ้มให้กัน โดยเฉพาะท่านอาจารย์ปืน ซึ่งนั่งอยู่ใกล้เกือบชิดติดกับกระผม/อาตมภาพ หันมายักคิ้วให้ ประมาณว่า "ไม่จบก็ไม่ได้แล้ว" แทบจะทำเอากระผม/อาตมภาพหัวเราะเลยทีเดียว..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:26
|