เพียงแต่ว่าการเรียนบาลีของพวกเรานั้นต้องอาศัยความเพียรมาก ความเพียรของเราจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อสมาธิทรงตัว สมัยที่กระผม/อาตมภาพเรียนอยู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ซึ่งภายหลังเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ท่านเตือนบ่อย ๆ เวลาไปกราบท่านว่า "ท่านเล็ก..เรียนบาลีอย่าทิ้งสมาธินะ ถ้าทิ้งแล้วจะท้อ" กระผม/อาตมภาพก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าพวกท่านท้อกันไปกี่ยกแล้ว..! แต่ว่าเป็นเรื่องที่ต้องสู้ทนกันต่อไป
เพราะว่าถ้าสามารถจบเปรียญธรรม ๓ ประโยคขึ้นไป จะได้รับพัดพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ก็มอบให้สมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้ประทานพัดให้ แต่มาในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ พระองค์ท่านให้เข้าไปรับพระราชทานด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นสมณศักดิ์ที่เราไขว่คว้ามาด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องสร้างผลงานคณะสงฆ์ให้ครบ ๖ ด้าน เรียนอย่างเดียวก็ได้สมณศักดิ์เหมือนคนอื่นเขา จะเห็นว่าในพิธีหลวง บรรดามหาเปรียญถือพัดขึ้นไปเท่เลย ประกบพระครู ประกบเจ้าคุณได้สบาย..!
เพียงแต่ว่าอย่าลืมว่าพวกเราเรียนบาลีเพื่ออะไร บาลีมาจากคำว่าปาลธาตุ ในความรักษา รักษาไว้ก็คือรักษาพระไตรปิฎก แปลว่าให้เราสามารถแปลพระไตรปิฎกได้ถูกต้องอย่างแท้จริง คำไหนที่เราสงสัยว่าปัจจุบันนี้เขาแปลผิดหรือเปล่า ถ้าเรียนถึงเราก็แปลเองเลย
ปัจจุบันนี้กระผม/อาตมภาพเห็นมีบาลีหลายคำที่แปลผิด เนื่องเพราะไม่เข้าใจ อย่างเช่นว่าในทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎก สูตรแรกเลยคือ "พรหมชาลสูตร" เขาแปลว่า "สูตรแห่งข่ายคือพระญาณอันประเสริฐขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" เพราะว่าพรหม (พรัม-มะ) แปลว่าผู้ใหญ่ก็ได้ แปลว่าผู้ประเสริฐก็ได้ ชาล (ชา-ละ) ก็คือตาข่าย
เขาตีความว่าพระพุทธเจ้าทรงมีข่าย คือพระญาณอันประเสริฐ จึงสามารถที่จะรู้ทั่วถึงลัทธิทั้ง ๖๒ ลัทธิ ซึ่งมีอยู่ในชมพูทวีปในขณะนั้น ซึ่งแบ่งออกเป็นปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ลัทธิ ที่เหลือ ๔๔ ลัทธิเป็นอปรันตกัปปิกทิฏฐิ
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-03-2026 เมื่อ 01:16
|