ดังนั้น..การที่ท่านจะมา "หัวหมอ" ถกเถียงโดยอ้างข้อกฎหมาย ขอยืนยันว่าในทางคณะสงฆ์นั้น พระธรรมวินัยต้องก่อน ลำดับต่อไปจึงเป็นกฎหมายบ้านเมือง แล้วถึงจะเป็นจารีตประเพณี ในเมื่อตัวท่านเองนั้นทำผิดทางวินัยสงฆ์ ก็คือออกจากการดูแลของพระอุปัชฌาย์ตั้งแต่ก่อนพรรษาพ้น ๕ หรือว่าก่อนได้รับอนุญาตจากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ แล้วก็ยังไปดำเนินการสิ่งต่าง ๆ อยู่ในลักษณะของการละเมิดพระธรรมวินัย ก็กลายเป็นว่าผิดซับผิดซ้อน ถ้าภาษาบาลีเขาเรียกว่า "ปุนัปปุนัง" ก็คือแล้ว ๆ เล่า ๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น โอกาสที่ท่านจะเอาความรู้ทางโลกมาถกในทางธรรม จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ขนาดพระองค์เป็นสัพพัญญู คือผู้รู้รอบรู้จริงในทุกเรื่อง พระองค์ท่านยังไม่ได้บัญญัติศีลมาเพื่อป้องกันคนหน้าด้าน หากแค่ "กดข่ม" ไว้เท่านั้น เนื่องเพราะรู้ว่าศีลจะดีขนาดไหนก็ตาม แต่ว่าคนหน้าด้านก็สามารถละเมิดได้ โดยไม่สนใจว่าศีลนั้นเป็นอย่างไร จึงมีจุดมุ่งหมายการบัญญัติศีลอีกข้อหนึ่งว่า "เพื่อความอยู่สุขของบุคคลผู้มีศีลเป็นที่รัก" ถ้าหากว่าท่านตั้งหน้าตั้งตารักษาศีล ปฏิบัติธรรม ย่อมอยู่สุขอยู่เย็นไร้ "วิปฏิสาร" คือ ความเดือดเนื้อร้อนใจ
ดังนั้น..องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่ทรงบัญญัติสิ่งต่าง ๆ ล่วงหน้าทั้ง ๆ ที่พระองค์ท่านรู้ทุกเรื่อง ก็เพราะไม่มีใครจะเชื่อว่าบุคคลเราจะแหกคอกไปได้มากมายขนาดนั้น แค่ศีลบางข้อ เมื่อ "มูลบัญญัติ" ก็คือตั้งศีลขึ้นมาแล้ว ยังมี "อนุบัญญัติ" คือข้อห้ามเพิ่มเติมมาอีกนับสิบนับร้อยข้อ ซึ่งใครจะไปเชื่อว่าคนเราจะแหกคอกไปได้มากมายขนาดนั้น..!
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ไม่ว่าทางฆราวาสต้องการจะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเท่าไรก็ตาม ถ้าคนยังเป็นคนอยู่ เปลี่ยนให้ตายก็ไร้ประโยชน์ นอกจากคนนั้นจะละอายชั่วกลัวบาป รักผลประโยชน์ของชาติมากกว่าตนเอง ถึงจะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
ในขณะเดียวกัน เรื่องของพระ ต่อให้เพิ่มกฎหมายทางโลกมามากมายเท่าไรก็ตาม ท่านก็คงไม่ละเอียดรอบคอบเท่ากับศีล ที่บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอยู่แล้ว ดังนั้น..ในเรื่องของทางโลกยังจัดการทางโลกไม่ได้ จะเอากฎหมายทางโลกมาจัดการกับพระภิกษุสามเณร ก็กลายเป็นว่าจัดการได้เฉพาะบุคคลผู้ละอายชั่วกลัวบาปเท่านั้น
ท่านทั้งหลายจะเห็นว่าในวันสองวันที่ผ่านมา มีการให้ออกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมีการไล่ออกผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ๒ จังหวัด แล้วท่านทั้งหลายเห็นว่ามีใครไปขุดคุ้ยเรื่องพวกนี้บ้าง ? ทั้ง ๆ ที่การทุจริตของท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ทำกับวัด ทำกับพระสงฆ์สามเณร แต่พอพระภิกษุสงฆ์สามเณรผิดหน่อย ช่วยกันรุมกระทืบชนิดต้องตายคาตีนกูถึงจะเลิก..!
สังคมของเราจะวิปริตผิดเพี้ยนอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของท่านทั้งหลายเอง ว่าจะเสพเสวยในเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ต่อไป ให้คนทั้งหลายเหล่านั้นได้มีที่ยืนในสังคม แล้วมาช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนาของเรา หรือว่าจะเลิก ปล่อยให้เขาทั้งหลายเหล่านั้น "ไปไม่เป็น" แล้วก็ค่อย ๆ ตายไปในทางสังคมเอง ก็อยู่ที่ทุกท่านจะพินิจพิจารณาและประพฤติปฏิบัติ..!
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-03-2026 เมื่อ 02:17
|