ปี ๒๕๒๔ กระผม/อาตมภาพไปแนวหน้าพร้อมกับหน่วยงาน รับหน้าที่ดูแลพื้นที่ทางด้านชายแดนเขมร ตอนนั้นบุหรี่ถ้าจำไม่ผิดจะมีอยู่สองยี่ห้อก็คือ "กรุงทอง ๘๕" กับ "กรองทิพย์" ซองละ ๖ บาท แต่ราคาที่ชายแดนตอนนั้น บุหรี่สองยี่ห้อนี้ซองละ ๑๒๐ บาท..! "ซิปวีนัส" ตัวยาวประมาณคืบหนึ่ง น่าจะอยู่ประมาณ ๗ - ๘ นิ้ว ตัวละ ๖๐ บาท..! ไม่ต้องไปพูดถึงข้าวของอื่นเลย และเหตุการณ์ที่นั่นแหละ ที่ทำให้กระผม/อาตมภาพมาบวชอยู่ตรงนี้..! ก็เพราะว่าทำหน้าที่ในการขนของเถื่อน ซึ่งยึดมากจากพวกพ่อค้าเอาไปส่งคลังกองพล
ด้วยความที่ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา รับมากี่ชิ้น ลงบัญชีไว้หมด ส่งไปกี่ชิ้น ต้องตรวจนับเรียบร้อยแล้วเซ็นรับด้วย จากที่ปกติมักจะหายกันเกินครึ่งกลับเข้าไปในตลาดมืด ก็ไม่มีใครทำอะไรได้อีก กลายเป็นว่าเราไม่กินคนเดียว เขาเดือดร้อนกันหมดทั้งขบวนการ จึงมีการฟ้องร้องผู้บังคับบัญชาว่า กระผม/อาตมภาพยักยอกสินค้าเถื่อนไปขาย เอาเงินเข้ากระเป๋า พรรคพวกที่เป็น "จ่ากองพัน" แอบมาถามว่า "มึงไปทำอะไรวะ ? เจ้านายเขาตรวจสอบมึงฉิบหายวายป่วงหมด ธนาคารกี่ธนาคารเขาก็ไปถาม แม้กระทั่งไปรษณีย์ก็ไปถามว่า มีส่งธนาณัติ มีส่งตั๋วแลกเงินกลับบ้านหรือเปล่า ?!"
ตอนแรกกระผม/อาตมภาพก็ยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอมีหนังสือเรียกตัวไปเพื่อสอบสวนที่กองพล ก็รู้ทันทีว่าโดนเล่นงานแล้ว..! เพราะว่าเราไม่กินคนเดียว พาคนอื่นเขาอดกันหมด ก็เลยคิดว่า "ในเมื่อผู้บังคับบัญชาไม่ไว้วางใจเรา กูก็ไม่ควรที่จะอยู่รับใช้มันอีก..!" จึงพิมพ์ใบลาออกจากราชการใส่ซองยัดอกเสื้อไปด้วย พอถึงเวลาเขาประกาศผลการสอบสวนว่าเราบริสุทธิ์ กระผม/อาตมภาพก็วางใบลาปังลงบนโต๊ะเลย "ผมลาออกตั้งแต่วินาทีนี้..!" ทำเอาเจ้านายตกใจกันหมด..!
บางคนถึงขนาดออกปากว่า "มึงอย่าออกเลย ทำงานให้กูก็ได้" เนื่องเพราะว่าหลักการทำงานของกระผม/อาตมภาพก็คือ "ทุกอย่างจะไม่ให้เดือดร้อนไปถึงเจ้านาย จะต้องจบลงตรงเรานี่เอง" พูดง่าย ๆ ก็คือถ้ามีเราอยู่เขาจะสบาย แต่กระผม/อาตมภาพเป็นคนพูดอะไรแล้วทำจริง สะบัดตูดได้ก็ไปเลย..! แม้กระทั่งเงินเดือนงวดสุดท้าย ๘,๐๐๐ บาทก็ไม่ได้เบิกมา..!
สรุปตรงนี้ว่า "เพื่อนรู้จักเรามากกว่าเรารู้จักเพื่อน" คือเขารู้ว่าถ้าเราโดนแบบนี้เราไม่อยู่แน่ แล้วพวกเขาก็จะเสียบแทน หลังจากนั้นก็ได้กินกันทั้งขบวนการต่อไป ส่วนเราไม่รู้จักเพื่อน ก็คือไม่คิดว่าจะแทงข้างหลังกันแบบนี้ "มึงบอกดี ๆ กูก็ลาออกให้ มึงอยากจะทำหน้าที่ตรงนี้ก็ทำไป แต่ให้กูโกงกูไม่ทำ..!" ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องไปปวดหัวกับพวกนี้อีก พอมาบวชก็ปวดหัวกับเรื่องของพระต่อไป..!
เมื่อครู่นี้กระผม/อาตมภาพก็เพิ่งโวยวายสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดไป ทำรายงานการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรมวัดท่าขนุนส่งไป เขาตอบกลับมาว่า "ขอแบบใหม่" ซึ่งไอ้แบบใหม่ของเขาก็คือแบบเก่าที่หลายปีก่อนเราเคยทำ แต่พอเปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชา ก็ออกแบบใหม่มาให้ทำรายงานว่าต้องแบบนี้ถึงจะได้ พอทำแบบนี้ไป มาปีนี้บอกว่าขอแบบใหม่ ก็คือย้อนกลับไปแบบเดิมอีก..!
สรุปก็คือต้องมาทำงานใหม่อีกรอบหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่กระผม/อาตมภาพเองไม่เคยส่งงานช้า ก็เลยด่ากลับไปว่า "ถ้าอยากได้แบบอื่นอีก เจอหน้าจะฆ่าแม่..เลย..! ปีนี้จะเอาแบบนั้น ปีนั้นจะเอาแบบนี้ ใครจะไปสนองความต้องการของมึงไหว อยากได้ก็ทำเองสิวะ..!"
เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้วก็คือ แต่ละคนมาก็ต้องการแสดงศักดานุภาพของตนเอง ว่ากูจะเอาแบบนี้..! เพราะฉะนั้น..ช่วงที่ผ่านมาทุกคนจะเห็นว่า กระผม/อาตมภาพไม่เคยของบประมาณส่วนราชการเลย เพราะว่าเข็ดจากที่เขาให้มา ๒,๕๐๐ บาท แล้วเราต้องทำรายงาน ๔ ไตรมาสส่งไป แค่ค่าพิมพ์และกระดาษ ๒,๕๐๐ บาทก็ไม่พอแล้ว..! ยังจะเอางานอื่นอะไรอีก..!?
ทุกวันนี้ไอ้ที่เขามาแปะอยู่กับวัดท่าขนุน เพราะว่ามาแล้วได้งานแน่นอน เนื่องจากว่าเขาให้งบประมาณหรือไม่ให้ เราก็ทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าลำบากที่ท่านทั้งหลาย จะต้องมาเหนื่อยกับกระผม/อาตมภาพเท่านั้นเอง เพราะว่าทุกวันนี้เริ่มแก่ชราทำเองไม่ค่อยไหว ได้แต่อาศัยเรี่ยวแรงของพวกท่านแทน แล้วงานก็มีแต่มากขึ้น ๆ รู้สึกจะบ่นมากจนเกินเวลาแล้ว..!
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:56
|