โดยเฉพาะในช่วงที่เราเป็นพระ ถือว่ามีเวลาฝึกฝนขัดเกลากาย วาจา ใจ ของตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าเราจะบวชมาด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็ตาม ถ้าอยากจะอยู่สุขอยู่เย็น ไม่ฟุ้งซ่านมาก อย่างน้อย ๆ กรรมฐานเราก็ทิ้งไม่ได้ ตอนที่ "อดีตใบฎีกาโม" (พระใบฎีกาอมรชัย เมตฺติโก)ของเรายังอยู่ เหมาเข้าเวรอย่างเดียวตลอด ๒ ปีกว่า..! กระผม/อาตมภาพก็ยังด่าไปหลายรอบว่า "ถ้าทำอย่างนี้ไม่รอดหรอก..เดี๋ยวก็สึก..!" เนื่องเพราะว่าไม่คิดที่จะสร้างคุณงามความดีอะไร ที่อยู่ในลักษณะช่วยคุ้มครองใจของตนเองเลย คิดว่าเข้าเวรอย่างเดียวก็อยู่ได้ แล้วท้ายสุดก็สึกไปจริง ๆ..!
ถ้าหากว่ากำลังใจของเราไม่เอาการภาวนา หรือว่าภาวนาแล้วฟุ้งซ่านมาก รำคาญมาก ก็ต้องหางานทำ ไม่อย่างนั้นแล้วเราก็จะยิ่งฟุ้งหนักเข้าไปอีก หลักการง่าย ๆ ก็คือ "เวลาทำงานเอาใจจดจ่ออยู่กับงาน เวลาเลิกงานเอาใจจดจ่ออยู่กับการภาวนา" ใครทำได้แค่นี้ก็อยู่สุขอยู่เย็นในพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราทั้งหลายทำไม่ได้แบบนี้ มักจะฟุ้งซ่านล่วงหน้าไปไกล
มีหลายรายถามมาในกลุ่มไลน์ว่า "ภาวะสงครามจะทำให้ลำบากเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน ?" กระผม/อาตมภาพตอบง่าย ๆ ว่า "รอดู..เดี๋ยวก็เห็นเอง" รู้ล่วงหน้าไปแล้วมีประโยชน์อะไร ? รู้ไปแล้วก็วางกำลังใจไม่เป็น ฟุ้งซ่านเสียเปล่า ๆ..! ฝรั่งเขาก็บอกว่า "Whatever will be, will be" อะไรจะเกิดก็ช่างหัวมัน..! หน้าที่ของเราก็คือรักษาใจให้มั่นคงที่สุด อะไรที่สมควรบอก กระผม/อาตมภาพบอกไปหมดแล้ว ถ้าหากว่าไม่ทำก็ถือว่าเป็นวาระกรรมที่เขาจะต้องพบ จะต้องเจอ จะต้องผจญกันไป ไม่ใช่ภาระหน้าที่ที่กระผม/อาตมภาพจะต้องไปแบกคนทั้งประเทศ..!
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เราจำเป็นที่สุดก็คือรักษากำลังใจของเราให้มั่นคง อย่าไหลไปตามกระแสข่าวต่าง ๆ เนื่องเพราะว่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ออกข่าวเฉพาะด้านที่ให้ประโยชน์ต่อตนเองเท่านั้น ด้านที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองก็ทำเป็นลืม..ไม่ต้องพูดถึง ในเมื่ออยู่ในลักษณะนี้ เรื่องที่เราอยากรู้จะไม่ได้รู้ เขาให้เรารู้เฉพาะเรื่องที่เขาอยากให้เรารู้เท่านั้น..!
ดังนั้น..ในปัจจุบันนี้ แม้ว่าเรื่องราวข่าวคราวต่าง ๆ ไปถึงกันได้เร็วมาก แต่ความเป็นจริงมีน้อยมาก ถ้าปัญญาไม่พอก็โดนเขาแหกตาอีกต่างหาก..! อย่างเช่นตอนนี้ สถานีบริการน้ำมันหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า "ปั๊ม" บางแห่งก็โลภมาก ประกาศว่าน้ำมันหมด ก็คือรอให้ขึ้นมากกว่านี้แล้วค่อยขาย บุคคลประเภทนี้มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ด่าไปก็เสียกำลังใจเราเองเปล่า ๆ..!
สมัยกระผม/อาตมภาพเด็ก ๆ บรรดาผู้ใหญ่เขาเล่าให้ฟังในเรื่องสมัยสงครามโลกว่ามีการ "เซ็งลี้" ซึ่งคำนี้เป็นภาษาจีน ถ้าแปลไทยง่าย ๆ ก็คือ "ทำธุรกิจ" กับสงคราม ซึ่งตอนนั้น บรรดาพวกโลหะและข้าวของเครื่องใช้เครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ราคาแพงสาหัส ใครมีอยู่สามารถขายได้ราคามากกว่าปกติหลายเท่า แล้วที่เขาทำ "เซ็งลี้" กันก็คือ สมมติคนที่ ๑ ว่าขายให้คนที่ ๒ ราคา ๑๐ บาท คนที่ ๒ ไปขายให้คนที่ ๓ ราคา ๑๒ บาท คนที่ ๓ ไปขายให้คนที่ ๔ ราคา ๑๕ บาท
ไล่ไปเรื่อย ท้ายที่สุดบางทีข้าวของยังไม่ทันจะขนออกจากบ้านหรือจากโกดังเลย โดนขายต่อไป ๒๐ - ๓๐ มือแล้ว พอไปถึงมือท้าย ๆ ของทุกอย่างก็แพงหูดับตับไหม้ พูดง่าย ๆ ว่าที่เดือดร้อนก็คือคนจน ยังโชคดีที่ว่ายุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น บ้านเราเมืองเรายังอุดมสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะผักหญ้าข้าวปลาอะไร พอที่จะหาได้จากทุ่ง จากท่า จากป่า จากเขา คนทั่วไปตาดำ ๆ จึงไม่เดือดร้อนมากนัก
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:46
|