หลังจากนั้นก็เป็นวิธีการปฏิบัติว่า ผู้ที่รับเอาไปแล้วจะต้องสั่งสอนพุทธศาสนิกชนของเราอย่างไร..
"อนูปวาโท" ต้องเป็นผู้ไม่ว่าร้ายใคร พูดง่าย ๆ ว่า คิดดี พูดดี ทำดีต่อผู้อื่น ตามหลักสาราณียธรรมนั่นเอง
"อนูปฆาโต" การไม่ทำร้ายใคร ดังนั้น..ถ้าหากว่า พุทธศาสนิกชนของเราสามารถควบคุมกาย-วาจาด้วยศีลได้อย่างแท้จริง ก็จะไม่ทำร้ายไม่เบียดเบียนคนอื่น
"ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร" ก็ให้สำรวมในศีลของตนตามสภาพ ก็คือ ชาวบ้านทั่วไปรักษาศีล ๕ อุบาสกอุบาสิการักษาศีล ๘ สามเณรรักษาศีล ๑๐ พระภิกษุรักษาศีล ๒๒๗ ภิกษุณีรักษาศีล ๓๑๑ ข้อ เหล่านี้เป็นต้น ถ้าหากว่าทุกคนสำรวมอยู่ในศีลของตนตามสภาพ ก็จะไม่มีการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย ด้วยวาจา เป็นอย่างน้อย สังคมก็จะสงบสุข
เท่านั้นยังไม่พอ เพราะว่าเป็นความสงบแต่เพียงภายนอกเท่านั้น พระองค์ท่านตรัสวิธีการข้อต่อไปว่า..
"ปนฺตญฺจ สยนาสนํ" รู้จักอยู่อาศัยนอนนั่งในที่สงัด ก็คือ ไม่กล่นเกลื่อนด้วยผู้คน ถึงเวลาจะได้รักษาใจของตน
ในข้อต่อไปที่ว่า "อธิจิตฺเต จ อาโยโค" ก็คือ การประกอบกำลังใจของเราให้ทรงสมาธิ เพื่อความสงบระงับของกาย ของวาจา ของใจ
ส่วนประกอบข้อต่อไป ก็คือ "มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ" รู้จักประมาณในการบริโภค ก็คือ ไม่กินล้น ไม่กินเกิน จนกระทั่งกลายเป็นเครื่องถ่วงตนเอง มัวแต่ง่วงเหงาหาวนอนอยู่ เพราะว่าร่างกายหนักด้วยอาหาร ไม่สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเต็มที่ได้
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย หยาดฝน : วันนี้ เมื่อ 06:08
|