แล้วพระองค์ท่านได้กล่าวถึงอุดมการณ์ในพระพุทธศาสนาว่า..
"สพฺพปาปสฺส อกรณํ" ให้ละเว้นจากการทำชั่วทั้งปวง ก็คือ ไม่คิดชั่ว ไม่พูดชั่ว และไม่ทำชั่ว แปลว่า ทั้งกาย ทั้งวาจา และทั้งใจของเรา จะต้องชำระให้บริสุทธิ์สะอาดโดยสิ้นเชิง
"กุสลสฺสูปสมฺปทา" ขอให้ทุกท่านได้กระทำความดีให้ถึงพร้อม ความดีด้วยกาย ด้วยวาจา ก็คือ การควบคุมไว้ด้วยศีล ความดีทางใจนั้นควบคุมด้วยสมาธิ แล้วทั้งกายและวาจาก็อยู่ภายใต้การควบคุมของใจด้วยปัญญา รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ยอมให้สิ่งชั่วเข้ามากล้ำกลายจิตใจของตัวเอง
ถ้าหากว่าทำดังนี้ได้ก็จะเข้ากับหลักการสุดท้าย ก็คือในข้อที่ว่า "สจิตฺตปริโยทปนํ" คือการชำระจิตของตนให้ขาวสะอาด ปราศจากความชั่วทั้งปวง
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้นั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะประกาศเอาไว้ชัดเจนเมื่อตั้งพระศาสนาแล้ว ดังนั้น..ถ้าใครศึกษาในพระไตรปิฎกส่วนของ "พุทธวงศ์" ในขุททกนิกาย จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ประกาศพระพุทธศาสนาแล้ว ต้องมีการแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ บางองค์ก็แสดง ๒ ครั้ง บางองค์ก็แสดง ๓ ครั้ง เนื่องเพราะว่าอายุพระศาสนาของพระองค์ท่านนานมาก บางองค์ก็ ๓๐,๐๐๐ ปีเป็นต้น
ถ้าประกาศศาสนาไปนาน ๆ ผู้ที่มารุ่นหลังลืมไปแล้วว่าหลักการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เมื่อหลายพันหรือว่าเป็นหมื่นปีมาแล้วคืออะไร ? องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงต้องแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ซ้ำอีก เมื่อผ่านไป..ถ้าหากว่าเลือนลางจืดจางไปอีก ก็จะมีการแสดงซ้ำเป็นวาระที่ ๓ เป็นต้น
แต่องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น อายุการประกาศศาสนาของพระองค์ท่านมีแค่ ๕,๐๐๐ ปี องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้แสดงโอวาทปาฏิโมกข์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:11
|