"ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา" แปลว่า ขันติ คือ ความอดกลั้นนั้น นับว่าเป็นตบะอย่างแท้จริง เนื่องเพราะว่าในสมัยนั้น บรรดานักบวชมักจะนิยมการบำเพ็ญตบะด้วยการทรมานตนเอง ใครสามารถอดทนได้นานกว่า ทำได้มากกว่า ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีตบะสูง เหล่านี้เป็นต้น
องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น เมื่อพระองค์ท่านตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วจึงได้ประกาศหลักการในพระพุทธศาสนา ก็คือว่า การบำเพ็ญตบะของพระพุทธศาสนานั้นก็คือ ความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่มากระทบทั้งปวง
ลำดับต่อไปนั้น พระองค์ท่านตรัสว่า "นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา" คือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์นั้นจักสอนจนกระทั่งถึงจุดสูงสุด คือ พระนิพพาน
"น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี"บุคคลที่ยังเข่นฆ่าผู้อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตคือนักบวช
"สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต" ผู้ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ไม่ชื่อว่า สมณะ คือ ผู้ที่บาปอันลอยแล้ว
เนื่องเพราะว่าในยุคนั้นสมัยนั้นมีการแข่งขันกันทางศาสนาเป็นอย่างมาก ต่างคนต่างก็ประกาศหลักการของตนเอง แต่ว่ายังมีการเบียดเบียนเข่นฆ่าผู้อื่นอยู่ อย่างเช่น การบูชายัญด้วยชีวิตสัตว์ทีละเป็นร้อย ๆ ดังนั้น..พระองค์ท่านจึงกล่าวอย่างชัดเจนว่า บุคคลผู้ได้ชื่อว่า สมณะ คือ ผู้ที่ปราศจากบาปแล้ว จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น เหล่านี้เป็นต้น
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:12
|