วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ งานปิดทองรอยพระพุทธบาทวัดท่าขนุน และทำบุญอุทิศอดีต ๗ เจ้าเมืองหน้าด่านจังหวัดกาญจนบุรี ยังคงเป็นไปตามปกติ
กระผม/อาตมภาพเมื่อเจริญพระกรรมฐานและทำวัตรเช้าแล้ว ก็นำพระภิกษุสงฆ์ออกบิณฑบาตเหมือนกับทุกวัน แต่ว่าวันนี้ต้องแจ้งให้ญาติโยมที่ใส่บาตรทุกท่านได้ทราบว่า พรุ่งนี้จะงดบิณฑบาต ๑ วัน เนื่องเพราะว่าวันมาฆบูชานั้นจะมีการทำบุญใหญ่ที่วัดท่าขนุนอยู่แล้ว ดังนั้น..ผู้ใดที่ตั้งใจจะทำบุญใส่บาตร ก็ไปใส่บาตรที่วัดท่าขนุนเลยทีเดียว
ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ในวันมาฆบูชานั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญใส่บาตร แสดงพระธรรมเทศนา เจริญพระพุทธมนต์ รับถวายภัตตาหารสังฆทาน ก็ยังคงมีตามปกติ แต่ว่าในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันขึ้น ๘ ค่ำก่อนเข้าพรรษา ตลอดจนกระทั่งวันลอยกระทง จะมีการอุปสมบทหมู่ฟรีปีละ ๔ ครั้งของทางวัดท่าขนุน ซึ่งปีนี้ภายในวันมาฆบูชานั้น มีผู้ที่ผ่านการฝึกซ้อมมาเพื่อบวชได้ ๒ รูปเท่านั้น ซึ่งทำการโกนหัวภายในวันนี้ และมีการเทศน์สอนนาคหลังจากการทำวัตรค่ำคืนนี้แล้ว
หลังจากที่อุปสมบทหมู่แล้ว ในวันมาฆบูชานั้นก็จะมีการลงพระปาฏิโมกข์ ซึ่งก็คือการทบทวนศีลพระทั้ง ๒๒๗ ข้อนั่นเอง ถ้าหากท่านใดพบว่าศีลข้อใดข้อหนึ่งไม่บริสุทธิ์ ก็ให้แจ้งต่อคณะสงฆ์ ถ้าเป็นอาบัติเบา สามารถที่จะทำคืนได้ ก็ให้แสดงคืนอาบัติเสียเดี๋ยวนั้น ก่อนที่จะทบทวนพระปาฏิโมกข์กันต่อไป
แต่ถ้าหากว่าเป็นอาบัติหนัก อย่างเช่นว่าปาราชิก หรือสังฆาทิเสส ก็ต้องให้ออกจากสังฆกรรมไป อาบัติปาราชิกเท่ากับขาดความเป็นพระไปเลย ต่อให้ห่มผ้าเหลืองอยู่ก็ไม่ใช่พระ บวชใหม่ก็ไม่สำเร็จเป็นพระ โบราณาจารย์ท่านเปรียบเอาไว้ว่า "เหมือนกับตาลยอดด้วน" หรือว่า "กระเบื้อง (ถ้วยชาม) ซึ่งแตกที่ปากบ่อ" ไม่สามารถที่จะเจริญงอกงามหรือใช้การต่อไปได้อีก
ส่วนอาบัติอีกอย่างหนึ่งก็คืออาบัติสังฆาทิเสสนั้น ถึงแม้จะเป็นอาบัติหนัก แต่ก็มี "วุฏฐานวิธี" คือการออกจากอาบัติ ด้วยการโดนกักบริเวณที่เรียกว่า "อยู่ปริวาส" เมื่อทำจนครบถ้วนตามกติกาแล้ว ก็ต้องให้พระภิกษุสงฆ์อย่างน้อย ๒๐ รูป ทำการ "สวดอัพภาน" คืนความเป็นสงฆ์ให้ จึงสามารถกลับมามีศีลเสมอกันได้อีกครั้งหนึ่ง
หลังจากที่ทบทวนพระปาฏิโมกข์แล้วก็จะมีการวางผางประทีป ซึ่งทุกปีนั้นได้รับการออกแบบโดยพระวินัยธรจิตศิลป์ เหมรํสี, ดร. ซึ่งปัจจุบันเป็นธรรมทูตอยู่ต่างประเทศ แต่ว่าได้ส่งแบบมาให้เรียบร้อยแล้ว และแบบที่ส่งมานั้นก็คือหลวงพ่อโตคามากุระ วัดโคโตกุอิน จังหวัดคานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น
เนื่องเพราะว่ากระผม/อาตมภาพเพิ่งจะไปกราบสักการะท่านไม่นาน ซึ่งวัดหลวงพ่อโตคามากุระนี้ ในส่วนที่ประทับใจที่สุด นอกจากองค์หลวงพ่อโตที่งามสง่า ตั้งอยู่กลางแจ้งอย่างเด่นชัดแล้ว ยังมีสายสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมาตั้งแต่ต้น ก็คือมีต้นไม้ทรงปลูกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งภายหลังเมื่อได้ล้มตายลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงสั่งให้ท่านทูตซึ่งอยู่ประจำประเทศญี่ปุ่นทำการปลูกทดแทนลงไป
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:37
|