วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อวานนี้หลังจากส่งกระผม/อาตมภาพเข้าโรงแรมที่พักในสนามบินเรียบร้อยแล้ว ทางคณะก็ออกไปช็อปปิ้งกันอย่างเป็นทางการ เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเราวิ่งอยู่ต่างจังหวัด สถานที่ให้ซื้อหาสิ่งของก็มีเพียงบรรดาลานจอดรถต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งมักจะเป็นแต่สินค้ากระจุกกระจิก
แต่บางคนตั้งใจจะมาซื้อเครื่องฟอกอากาศบ้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าบ้าง จึงต้องหาเมืองใหญ่ เพื่อที่จะไปซื้อหาสิ่งของที่ตนเองต้องการ เพราะว่าถ้าเป็นเมืองเล็ก ๆ ก็มักจะมีแต่เครื่องที่ใช้ไฟฟ้า ๑๑๐ โวลท์ ซึ่งต่างจากบ้านเราที่ใช้ไฟ ๒๒๐ โวลท์ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น มาถึงเมืองใหญ่ทุกคนจึงแห่กันออกไป เพื่อหาข้าวของที่ต้องการ
กระผม/อาตมภาพหลังจากที่บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนแล้ว ก็นอนพักผ่อนชั่วคราว รู้สึกว่าเตียงไหววูบวาบไปทั้งหลัง เหมือนอย่างกับแผ่นดินไหว..! เมื่อลุกขึ้นมาปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่งไลน์ไปถามบรรดาขาช็อปปิ้ง ทุกคนก็ไม่รู้สึกอะไรเลย เมื่อตั้งใจกำหนดจิตถาม"ท่านนายพล"และ "ท่านเบ็นโนะสึเกะ" อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "เจ้าของที่เขากลัวว่าท่านจะเผลอหลับ โดยไม่ได้ภาวนาและอุทิศส่วนกุศล จึงจัดการเขย่าเตียงเพื่อเตือนครับ..!"
ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่า คำว่าทิพจักขุญาณนั้น ถ้าเราไม่ได้สนใจใคร่รู้ก็จะไม่รู้อะไรเลย แต่ถ้าหากว่าเราต้องการรู้จำเพาะเจาะจงในเรื่องอะไรก็จะรู้ในเรื่องนั้น ยกเว้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีพระสมันตจักษุ สามารถรู้รอบรู้จริงในทุกเรื่องในทุกอย่าง
ดังนั้น..หลายท่านที่ไม่เข้าใจตรงนี้ อาจจะคิดว่าบุคคลที่ได้ทิพจักขุญาณก็เหมือนกับเปิดเรดาร์เอาไว้ ถึงเวลาเกิดอะไรขึ้นก็จะรู้ทันที ขอโทษเถอะ..ท่านกำลังเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เนื่องเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ปวดหัวตายเลย เพราะว่าสภาพจิตของปุถุชน คือผู้หนาด้วยกิเลสนั้น แต่ละเรื่องที่คิดก็เพื่อต้องการสนองกิเลสตนเองทั้งสิ้น ไปรับรู้มาก ๆ เข้าก็เครียด มะเร็งรับประทานเสียเปล่า ๆ..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:15
|