บุคคลผู้ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตนเองต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูกศิษย์ได้ ใช้ภาษาบาลีที่ว่า ยถาวาที ตถาการี พูดอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ยถาการี ตถาวาที ทำอย่างไร ก็พูดอย่างนั้น ไม่มีนอก ไม่มีใน ไม่มีต่อหน้าอย่างหนึ่ง ลับหลังอย่างหนึ่ง
ขอให้เคร่งครัดต่อตนเองก่อน แล้วค่อยไปเคร่งครัดต่อผู้อื่น ถ้าหากว่าทำแบบนี้ได้ สิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่านทำ ก็จะเป็นความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ช่วยให้ลูกศิษย์สามารถที่จะยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม เพราะว่ามีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว
อีกส่วนหนึ่งก็คือความเป็นพระอุปัชฌาย์นั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ซึ่งเราต้องปฏิบัติ ตามระเบียบคำสั่งมติมหาเถรสมาคม ที่มีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ถ้าละเมิดจริยาของพระอุปัชฌาย์แล้วจะต้องโดนลงโทษอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการตำหนิโทษ ภาคทัณฑ์ หรือว่าให้ออกพ้นจากหน้าที่ เป็นต้น
ดังนั้น..เราต้องระมัดระวังตนเองให้ดี แล้วในขณะเดียวกัน ก็ต้องว่ากล่าวสั่งสอนสัทธิวิหาริกให้ดี เพื่อช่วยกันค้ำจุนให้พระพุทธศาสนาของเราเจริญมั่นคงต่อไป สมกับคำขวัญของมหาคณิสสรที่ว่า "พระอุปัชฌาย์ดีเป็นศรีแก่พระศาสนา"
เมื่อถึงเวลาให้โอวาทจบแล้ว ก็ปล่อยให้ทุกท่านไปทำธุระส่วนตัวและฉันเช้าร่วมกัน จากนั้นก็กลับมาเข้าห้องอบรม ฟังพระเดชพระคุณหลวงปู่พระเทพสาครมุนี (สมบูรณ์ ปญฺญาวุโธ ป.ธ.๙) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ อดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาครให้โอวาทต่อ ว่าพระอุปัชฌาย์ที่ดีนั้น ควรจะทำตัวอย่างไร ? ซึ่งหลวงปู่ท่านบอกไว้ว่า จะทำตัวเป็นน้ำนิ่งไม่ได้ ต้องพยายามที่จะศึกษาเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อที่ถึงเวลาสั่งสอนลูกศิษย์แล้ว จะได้ทันสมัยใหม่เสมอ เหล่านี้เป็นต้น
ครั้นจบโอวาทแล้วก็เป็นพิธีเปิดการอบรมอย่างเป็นทางการ โดยพระเดชพระคุณพระธรรมวชิรเจติยาจารย์ (ชัยวัฒน์ ปญฺญาสิริ ป.ธ. ๙) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-02-2026 เมื่อ 01:16
|