ดังนั้น..ตำแหน่งพระอุปัชฌาย์จึงเป็นตำแหน่งเจ้าคณะปกครองที่สำคัญ เพราะว่าต้องเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกให้การอุปสมบทต่อกุลบุตรที่เข้ามาขอเป็นสัทธิวิหาริกของตน คำว่า "สัทธิวิหาริก" ก็คือบุคคลที่มาอาศัยครูบาอาจารย์อยู่ด้วย และ "อันเตวาสิก" ก็คือบุคคลที่มาขอพึ่งพิง อาจจะเป็นคนอื่นที่พระอุปัชฌาย์อื่นบวชให้ แต่ว่ามาขออาศัยให้ท่านว่ากล่าวสั่งสอนแทนพระอุปัชฌาย์ก็มี
ถ้าหากว่าท่านที่เป็นอันเตวาสิก ปฏิบัติตามแบบโบราณ ถึงเวลาก็ต้องไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์โดยใช้คำกล่าวว่า "อาจะริโย เม ภันเต โหหิ" ๓ วาระด้วยกัน ซึ่งแปลว่า "ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าด้วยเถิด" ดังนี้
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พระพุทธศาสนาของเราจะเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพระอุปัชฌาย์ โดยเฉพาะกระผม/อาตมภาพนั้น ถ้าหากว่ายังไม่ถึง ๕ พรรษา จะไม่ปล่อยสัทธิวิหาริกของตนเองออกไปอยู่จำพรรษาที่อื่น ยกเว้นว่าสถานที่นั้น ๆ มีพระเถระซึ่งบวชโดยกระผม/อาตมภาพเอง เป็นผู้ปกครองสถานที่นั้นอยู่ สามารถที่จะฝากให้ว่ากล่าวดูแลแทนได้
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกคนจึงจะทราบดีว่า ถ้าหากกระผม/อาตมภาพบวชให้แล้ว ภายใน ๕ ปี ไม่ต้องขอไปไหน ให้เร่งรัดศึกษาในเรื่องของพระธรรมวินัย กิจวัตร วิธีวัตร อาคันตุกะวัตรต่าง ๆ ให้ชัดเจน ไปไหนจะได้ไม่ทำให้ครูบาอาจารย์ต้องขายหน้าคนอื่นเขา..!
โดยเฉพาะเมื่ออุปสมบทมาแล้ว เราก็ต้องรับผิดชอบในการปกครอง สอดส่องดูแล ให้การศึกษา ออกหนังสือสุทธิให้ และควบคุมการย้ายวัดของสัทธิวิหาริกที่อายุพรรษายังไม่พ้น ๕ ก็แปลว่า หน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ที่รับผิดชอบต่อกุลบุตรนั้น อย่างน้อยก็ต้องดูแลปกครองว่ากล่าวสั่งสอนอยู่ ๕ พรรษา แต่ถ้าหากว่าบางท่านที่ดูแล้วว่ายังเอาดีไม่ได้ ถึง ๕ พรรษาแล้วก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้ออกไปที่อื่น เพราะว่าอาจจะไปสร้างความเสียหายให้กับส่วนรวมได้มากอย่างที่เป็นข่าวเป็นคราวกันอยู่
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-02-2026 เมื่อ 17:53
|