ต้องบอกว่าคนยุคเก่าเก่งกว่าเรามาก เพราะสามารถออกเสียง ญ.หญิง กับย.ยักษ์ให้ต่างกันได้ ออกเสียง น.หนูกับณ.เณรให้ต่างกันได้ แต่สมัยนี้ออกเสียงไม่ได้ จนกลายเป็นเสียงเดียวกันหมด บางทีฝรั่งฟังแล้วก็ยังงง ยิ่งนานไปสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็เสื่อมทรามลงไปเรื่อย แล้วรุ่นหลัง ๆ ที่รับเอาความผิดไปก็จะกลายเป็นถูก ภาษาของเราก็จะด้อยคุณค่าและหาคนรู้จริงยากขึ้นไปเรื่อย ๆ เราออกเสียง ศ.ศาลา ส.เสือ ษ.ฤๅษี ออกเป็นส.เสือหมด
แต่ถ้าหากว่าไปฟังคนอินเดียพูด เสียงศ.ศาลา เขาออกเสียงเหมือนกับช.ช้างครึ่งหนึ่ง อย่างเช่นว่าศิวะ (ชิ-วะ) บ้านเราออกเสียงว่า สิ-วะ ศิมลา (ชิม-ลา) บ้านเราออกเสียงว่า สิม-ลา
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องพวกนี้ต่อให้นานไป เป็นเจ้าของภาษาก็ไม่แน่ว่าจะออกเสียงได้ถูก จึงเป็นเรื่องที่เราทั้งหลายควรที่จะใส่ใจ และถ้าเป็นไปได้ก็ออกเสียงให้ถูกต้อง แต่ก็คงจะเป็นเรื่องยาก เนื่องเพราะว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ใส่ใจตรงนี้ คุณค่าของภาษาไทยของเราซึ่งงดงาม ไม่ว่าจะเป็นไปตามหลักฉันทลักษณ์ หรือว่าตามเสียงอักษร ก็กลายเป็นลดคุณค่าลงไปมากต่อมากด้วยกัน
สมัยก่อนบุคคลที่เรียนภาษาส่วนใหญ่ต้องเรียนภาษาบาลี ซึ่งเป็นแม่ของทุกภาษาก่อน คนรุ่นเก่าจึงเป็นบุคคลที่ร่ำรวยด้วยคำศัพท์ สามารถแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนได้ไพเราะเพราะพริ้งมาก มารุ่นหลัง ๆ หายากแล้ว เพราะว่าอับจนด้วยถ้อยคำ ไม่สามารถที่จะแต่งให้ได้อรรถรสเหมือนคนรุ่นเก่า
ดังนั้น..ถ้าใครสนใจเรื่องพวกนี้ ต้องไปหาอ่าน "ลิลิตตะเลงพ่าย" "กาพย์ห่อโคลงเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง)" หรือ "สามัคคีเภทคำฉันท์" ของ "นายชิต บุรทัต" ต่อให้ไม่ชอบอ่านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ก็ลองไปหาหนังสือของ "ยาขอบ" หรือ "โชติ แพร่พันธุ์" มาอ่าน โดยเฉพาะ "ผู้ชนะสิบทิศ" แล้วเราจะเห็นความงดงามของภาษาว่าต่างกับปัจจุบันอย่างไร
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 11-02-2026 เมื่อ 01:52
|