เราท่านทุกคนจึงต้องตระหนักถึงหน้าที่สำคัญ คือ การขัดเกลา กาย วาจา ใจ ของตน ตามหลักไตรสิกขา ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มีแต่ต้องเร่งทำให้มากเข้าไว้ แต่ว่าหลายคนทั้งที่รู้วิธีการหมดแล้ว จัดอยู่ในประเภท "ดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้" ก็ยังคงกระทำความชั่วอยู่เสมอ
ขอให้นึกถึงพุทธภาษิตที่ตรัสเอาไว้ว่า "ยามเมื่อกรรมชั่วยังไม่ส่งผล คนพาลก็เห็นเป็นของหอมหวาน" แต่ถ้ากรรมชั่วนั้นส่งผลเมื่อไร คิดจะแก้ไขก็ไม่ทันเสียแล้ว..!
เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ใครทำใครได้ ไม่สามารถที่จะทำแทนกันได้ พวกเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งรัดการปฏิบัติให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วกระแสโลกซึ่งนำเอากิเลสที่ละเอียดหรือว่าถูกใจของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ มาให้เรายึดติด หรือว่ามาหลอกล่อให้เราติดบ่วง โอกาสที่จะหลุดพ้นก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันจันทร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2026 เมื่อ 01:46
|