พวกเราเดินเข้าไป ผ่านตำรวจด่านแล้วด่านเล่า จนกระทั่งมาติดที่ด่านสุดท้ายนานมาก ได้ยินเสียงคุยกันโล้งเล้งอยู่พักใหญ่ บอกว่า "ไท่กั๋วเหริน ไท่กั๋วเหริน" ไม่นานเขาก็บอกว่าให้เราเดินย้อนกลับไป เขาจะเปิดช่องพิเศษให้ แต่ปรากฏว่าให้แต่ญาติโยมหญิงชายผ่านไปก่อน ส่วนพระทั้ง ๑๑ รูปต้องมายืนรอ เพราะว่าเขาไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ชายมาตรวจร่างกายให้..!
กว่าเจ้าหน้าที่ผู้ชายจะมาได้ ก็ผ่านไปครึ่งค่อนชั่วโมง กระผม/อาตมภาพถอด "กระเป๋าจิงโจ้" ออกจากเอวส่งให้เขา บอกว่า "เฉียนเปา" ก็คือกระเป๋าเงิน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้สนใจที่จะตรวจดูในกระเป๋าเลย หากแต่มาลูบ ๆ คลำ ๆ ที่ตัวว่า ได้พกเอาอาวุธหรือว่าวัตถุต้องสงสัยอะไรมาหรือเปล่า ? เมื่อไม่มีก็ให้พวกเราเดินลอดลงใต้อุโมงค์ ข้ามไปยังทางด้านประตูเมืองหลวงแห่งที่ ๒
เมื่อมากันครบแล้ว จึงเดินตรงไปยังบริเวณจตุรัสเทียนอันเหมิน ผ่านอาคารซึ่งตั้งสังขารของท่านประธานเหมา แต่ว่าเลยเวลาเข้าชมไปแล้ว จากนั้นด้านซ้ายมือก็เป็นมหาศาลาประชาคม ซึ่งตอนนี้ยังสามารถชมได้ เดือนหน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ ถ้าถึงตอนนั้น เขาจะปิดไม่ให้คนเข้าใกล้เลย ส่วนทางด้านขวามือเป็นอนุสาวรีย์วีรชน ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อสดุดีวีรชนตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบัน ที่เสียสละจนสามารถตั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นมาได้
เมื่อถ่ายรูปหมู่กันตรงนี้แล้ว ถึงได้เห็นว่า "หลวงพ่อสำเนียง" นั้นหายไป พวกเราก็คิดว่าท่านเดินเลยไปทางด้านอาคารที่ติดรูปท่านประธานเหมา แต่พอไปถ่ายรูปตรงนั้นก็ไม่เจออีก ลมก็แรงขึ้นทุกที อากาศก็เย็นลงฮวบฮาบ กระผม/อาตมภาพจึงแจ้งกับ "คุณปุ๊" ว่าสองคนกับ "มาดามชวง" จะเดินย้อนกลับออกไปก่อน เพราะว่าตรงนี้ลมแรงหนาวเกินไป เครื่องไม้เครื่องมือกันหนาวก็ถอดทิ้งไว้บนรถทั้งหมด ไม่ได้คิดว่าพวกเราจะต้องใช้เวลานานจนขนาดนี้ แค่โดนเขาตรวจอย่างเดียวก็เป็นชั่วโมง ๆ แล้ว..!
เมื่อเดินออกมาได้ไม่ไกล "คุณปุ๊" ก็วิ่งตามมา บอกว่าให้เลี้ยวออกทางด้านขวามือได้ ตรงนั้นมีร้านขายของที่ระลึกและห้องน้ำ พวกเราจึงไปเข้าห้องน้ำและดูของที่ระลึกกัน แต่ว่าดูแล้วดูเล่าเฝ้าแต่ดู สงสัยว่าทำไมเขาไม่เคลื่อนขบวนเสียที ? ปรากฏว่า "หลวงพ่อสำเนียง" หายไป ไม่ว่า "มัคคุเทศก์ยอด" หรือ "มัคคุเทศก์หยาง" จะเดินกลับไปตามอย่างไรก็ไม่เจอ ขอให้ตำรวจเขาช่วยตรวจสอบให้ ตำรวจก็บอกว่าให้เข้าไปตรวจสอบกับตำรวจท่องเที่ยวทางด้านในจตุรัสโน่น..! เล่นเอาทั้งสองคนเดินกันจนขาฉิ่งไปเลย..!
ท้ายที่สุด พระมหาสมคิด อตฺถสิทฺโธ ป.ธ. ๗ ซึ่งจะว่าไปแล้วคือเจ้าของทัวร์ที่แท้จริงของงานนี้ กับ พระมหาเจริญ จิรวุฑฺโฒ ป.ธ. ๘ เจ้าคณะอำเภอบ้านบึง เจ้าอาวาสบ้านถ้ำ จังหวัดชลบุรี บอกพวกเราว่าจะเดินไปดูตรงทางออกก่อน พักเดียวเท่านั้นก็กลับมาบอกพวกเราว่า ตำรวจบอกว่า "หลวงพ่อสำเนียง" เดินออกไปทางด้านนอกโน่นแล้ว..!
อีกสักพักหนึ่ง "หลวงพ่อสำเนียง" ก็เดินดุ่ม ๆ กลับเข้ามา บอกว่าเดินไปหาห้องน้ำ เพราะว่าท้องไส้ไม่ค่อยดี แต่พวกเราทั้งหมดที่อยู่หน้าห้องน้ำ ท่านกลับไม่เห็น เดินเลยออกไปถึงทางออกด้านนอกโน่น..! เมื่อท่านทำธุระเสร็จเรียบร้อย พวกเรายังต้องรอกันนานสองนาน กว่าที่ "มัคคุเทศก์ยอด" กับ "มัคคุเทศก์หยาง" จะกลับมา พาพวกเราเดินย้อนออกมาไกลมา แล้วข้ามถนนไปแย่งคนจีนนั่งรถเมล์ ลงรถเมล์แล้วถึงเดินย้อนกลับออกไปบริเวณที่สามารถจอดรถบัสของเราได้
เมื่อขึ้นรถแล้ว คนขับพาพวกเราไปยัง "ถนนคนเดินหวังฝู่จิ้ง" ซึ่งเคยเป็นถนนที่มีเชื้อพระวงศ์ตั้งตำหนักตั้งจวนกันอยู่มากมาย แต่ว่าปัจจุบันนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้ง นัดแนะว่า ประมาณ ๑๙.๑๕ น. ของทางเมืองจีน ก็ให้พวกเรามารอกันที่บริเวณอาคารจำหน่ายสินค้าของบริษัทหัวเหว่ย
กระผม/อาตมภาพกับ "มาดามชวง" เข้าไปทางด้านในอาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งตกแต่งในสไตล์เก่า ๆ สมัยคุณปู่ยังเด็ก เข้าไปแล้วก็ชอบใจมาก เนื่องเพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่คุ้นเคยทั้งนั้น แต่การเข้าไปนั้นต้องเสียค่าเข้าคนละ ๓๐ หยวน แล้วที่ขำที่สุดก็คือเดินวนดูสินค้าจนรอบแล้ว ก็ได้แต่ซื้อสินค้าปีม้าไฟ ราคา ๕๙ หยวนออกมาชิ้นเดียว เข้าไปเสีย ๖๐ หยวน ซื้อของออกมา ๕๙ หยวน..! เดินหัวเราะกันมายังจุดนัดพบ ได้ยินว่าเวลานัดนั้นก็คือเวลาที่จะพาคนไปรับประทานอาหารค่ำกัน กระผม/อาตมภาพจึงฉวยโอกาสบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 03:14
|