เมื่อข้ามไฟแดงไปสองแห่ง ก็มาถึงบริเวณด้านข้างสนามกีฬารังนก ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี ๒๐๐๘ ปรากฏว่าแม่น้ำทางด้านข้างสนามกีฬาทั้งหมดเป็นน้ำแข็ง แล้วก็ยังมีหิมะปกคลุมอยู่อีกด้วย เพียงแต่ว่าด้านบนนั้นได้รับการทำความสะอาดเรียบร้อยไปแล้ว พวกเราจึงเดินหามุมถ่ายรูปกัน
เหตุที่ต้องมาตอนกลางคืนทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวมาก ช่วงที่เดินอยู่นั้นอุณหภูมิอยู่ที่ ๒ องศาเซลเซียสเท่านั้น ก็เพราะทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สนามกีฬาแห่งนี้จะสวยก็เฉพาะตอนกลางคืน เนื่องเพราะว่าเขาเปิดไฟทางด้านใน และจะปิดไฟหลังจาก ๔ ทุ่มไปแล้ว ถ้ามากลางวันก็จะไม่สวยประทับใจ กระผม/อาตมภาพจึงต้องเสี่ยงดูว่าเป็นอย่างไร ?
แต่ปรากฏว่าอากาศ ๒ องศาเซลเซียสนั้นทำให้ร้อนจนเหงื่อตก..! เป็นเรื่องที่ตลกดีเหมือนกัน เมื่อ ๑๐ กว่าวันก่อน ซึ่งไปยังภูเขาหิมะมังกรหยก ที่แชงกรีล่า เมืองจีนอีกมุมหนึ่งนั้น ด้วยความที่สภาพของพื้นที่นั้นสูงถึง ๕,๐๐๐ กว่าเมตร อากาศเบาบางจนหายใจแทบไม่ได้ และช่วงนั้นอากาศก็ติดลบอยู่ตั้งแต่ - ๔ ถึง - ๗ องศาเซลเซียส น่าจะไปกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายกระผม/อาตมภาพให้ฟื้นคืนมาใหม่
ช่วงระยะที่ผ่านมา ทุกคนจึงสังเกตว่า กระผม/อาตมภาพนั้นใช้หน้ากากอนามัยน้อยมาก แม้กระทั่งพระภิกษุสามเณรที่วัดท่าขนุนก็ยังถามถึง กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ขอทดลองระบบดูหน่อย" ถ้าร่างกายฟื้นระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ไม่นึกว่าร่างกายที่ฟื้นระบบคืนมา จะทำให้รู้สึกร้อนทั้ง ๆ ที่อากาศแค่ ๒ องศาเซลเซียส..!
ตรงนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์บ๊ะ (พระอาจารย์ศิริชัย ชยธมฺโม) วัดโพธิลังการ์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านแนะนำตัวยาให้ไปฟื้นฟูปอดของตนเอง เพราะว่ากระผม/อาตมภาพนั้นออกอาการปอดทำงานข้างเดียว เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเป็นริดสีดวงจมูกมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้หายใจด้วยจมูกข้างเดียวมาเกือบตลอดชีวิต ในเมื่อได้รับยาแล้วปอดฟื้นฟูขึ้นมา ทำให้อาการหนาวนั้นค่อย ๆ จางลงไป หรือไม่ก็สู้หนาวได้มากขึ้นนั่นเอง
เมื่อถ่ายรูปจนครบทุกซอกทุกมุมแล้วก็เดินกลับมา เจอร้านขายของที่ระลึก โดยเฉพาะมีหมวกกันหนาวที่ทำเป็นรูปหมีแพนด้าบ้าง สุนัขจิ้งจอกบ้าง เจ้าหมวกใบที่น่ารักที่สุดนั้นทำเป็นรูปหัวสิงโตจีนที่เขาเชิดเล่นกัน ดูแล้วน่าซื้อมาก แต่ถ้าขืนใส่เอง คนคงโห่กันทั้งคณะเป็นแน่..!
ระหว่างที่เดินกลับมา ทางด้านหน้าของสนามกีฬานั้น เจอหินก้อนใหญ่มหึมาอยู่ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าคืออะไร กระผม/อาตมภาพจึงถ่ายรูปเอาไว้ก่อน "มาดามชวง" ชี้ให้ดูป้ายเล็ก ๆ ทางด้านล่าง ซึ่งมีทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ อ่านแล้วถึงได้รู้ว่าหินก้อนนี้นั้นก็คือหยกจากประเทศจีนนั่นเอง มาจากเมืองเหอเถียน เทือกเขาคุนหลุนซาน ซึ่งเป็นแหล่งหยกที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศจีน ที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า "หยกมันแพะ" แต่เจ้าหยกมันแพะก้อนนี้ต้องเป็นมหาแพะขนาดยักษ์ เพราะว่าน้ำหนักถึง ๒๑ ตันเลยทีเดียว..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:49
|