วันแรกในชีวิตที่กระผม/อาตมภาพเดินบิณฑบาต ตั้งแต่ก้าวแรกจากประตูวัดจนกระทั่งกลับมาถึงหอฉัน เป็นระยะทางเกือบ ๕ กิโลเมตร สามารถรักษากำลังใจไม่ให้เคลื่อนคลายออกไปที่ไหนเลยตลอดเส้นทางไปกลับได้ รู้สึกว่ามีความสุขมาก เหมือนกับจะเหาะจะบินได้ เพราะว่าถ้าในลักษณะแบบนี้ก็คือ เรามีโอกาสที่จะชนะกิเลสได้แล้ว ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็จะโดนกิเลสจูงไปอยู่ตลอดเวลา..!
โดยเฉพาะญาติโยมสมัยนี้เวลามาใส่บาตร ก็ไม่ได้เคร่งครัดเหมือนรุ่นของพ่อแม่ปู่ย่าตาทวด บางท่านก็ตามสบายลงมาด้วยชุดนอนสั้น ๆ ก็มี เรียกว่าเจอแล้วชวนให้พระเณรฟุ้งซ่านไปสารพัด จึงต้องรักษาใจให้อยู่กับลมหายใจเข้าออกในแต่ละวันให้มากที่สุด
เนื่องเพราะว่าถ้าเราอยู่กับลมหายใจเข้าออกได้ ไฟใหญ่ ๔ กอง คือ รัก โลภ โกรธ หลง ที่เผาเราให้เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา จะโดนอำนาจของสมาธิกดให้ดับลงชั่วคราว ท่านที่โดนไฟเผาอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาไฟดับลง เราบอกไม่ถูกว่ามีความสุขขนาดไหน ? แต่ถ้าท่านเข้าถึงแค่ก้าวแรกของสมาธิภาวนานี้ ต่อให้เอาอะไรมาแลกท่านก็ไม่ยอมแลกอย่างแน่นอน..!
กระผม/อาตมภาพขอยืนยัน เนื่องเพราะว่าความสุขจากใจที่สงบระงับจากกิเลสชั่วคราว จะเยือกเย็นจนเราบอกไม่ถูก ในเมื่อเป็นเช่นนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องขยัน พากเพียรทำในทุกโอกาส ด้วยความอดกลั้น อดทน เพราะทำแล้วได้ประโยชน์อย่างไร เราก็รู้ชัดเจนแล้ว
ในส่วนอื่น ๆ ก็ถือว่าเป็นส่วนประกอบเท่านั้น เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเรา เพื่อ "ความสุขในปัจจุบัน" คือ สภาพจิตที่สงบระงับจากกิเลส มีความเยือกเย็นใจ ไม่ต้องดิ้นรนไปกับความเร่าร้อนของทางโลก
ถ้าสามารถทรงสมาธิได้ชนิดมั่นคง ก็จะก่อให้เกิด "ความสุขในอนาคต" ก็คือชีวิตต่อ ๆ ไปในชาติอื่นของเรา จะต้องก้าวไปสู่ด้านของสุคติ คือด้านดีอย่างแน่นอน
แล้วถ้าท่านทั้งหลายสร้างสมบุญญาบารมีมาพร้อมสมบูรณ์ อาจจะหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดมาทุกข์ยากไม่รู้จบ ถ้าอย่างนั้นจึงเป็น "ประโยชน์สูงสุด" ในพระพุทธศาสนา
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:11
|