วัดแรกก็คือหลวงพ่อจ้วน วัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง หรือในสมณศักดิ์ที่ "พระครูพิพิธพัชรศาสน์" ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อทองศุข (พระครูพินิตสุตคุณ) วัดโตนดหลวง ได้ธุดงค์ไปพักในถ้ำที่เขาลูกช้าง ชาวบ้านเห็นปฏิปทาเข้มขลังของท่าน จึงได้นิมนต์ให้ช่วยสร้างวัด ท่านต้องบุกเบิกสร้างวัดพระพุทธบาทเขาลูกช้างขึ้นมา ในการก่อสร้างนั้น ท่านใช้ช้างในการลากซุง จึงต้องเลี้ยงช้างเอาไว้ในวัด กลายเป็นที่มาของวลีที่ว่า "พ่อจ้วนเลี้ยงช้าง"
ส่วน "พ่อจ่างเลี้ยงชี" นั้น ก็คือหลวงพ่อจ่าง วัดเขื่อนเพชร หรือว่าในชื่อชาวบ้านก็คือวัดโค้งข่อย สมณศักดิ์ของท่านคือ "พระครูสุนทรวชิรเวช" ท่านเป็นหมอรับรักษาชาวบ้าน โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บด้านกระดูกแตกกระดูกหักต่าง ๆ และเป็นสำนักปฏิบัติธรรมด้วย จึงทำให้วัดของท่านมีคนมาก และมีแม่ชีมาก จนกลายเป็นวลีที่ว่า "พ่อจ่างเลี้ยงชี"
ส่วนวลีต่อไปที่ว่า "พ่อเปล่งเลี้ยงผี" นั้น หมายถึงหลวงพ่อเปล่ง วัดบางประจันต์ (วัดวังไคร้) หรือในสมณศักดิ์ "พระครูเวทวชิรานุกูล" อดีตท่านเคยเป็นทหารผ่านศึก พอปลดประจำการก็บวช ศึกษาทั้งทางการแพทย์แผนไทย การรักษาโรคภัยต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคแปลก ๆ เช่นผีเจ้าเข้าสิง ในยุคนั้น ใคร ๆ ก็ต้องพาคนป่วยไปหาหลวงพ่อเปล่ง ซึ่งท่านก็รักษาได้ทุกรายไป จนได้รับวลีที่ว่า "พ่อเปล่งเลี้ยงผี"
วลีต่อไป "พ่อตี๋ทำไร่" ก็คือหลวงพ่อตี๋ (พระครูพิพัฒน์วัชรากร) อดีตเจ้าอาวาสวัดชลธราราม (ท่าซิก) อดีตเจ้าคณะอำเภอท่ายางนั่นเอง ท่านมีที่ดินซึ่งเขาถวายไว้สำหรับเป็นกัลปนา และเป็นที่ธรณีสงฆ์ ท่านก็ปลูกกล้วยปลูกมะนาว งอกงามเจริญดีมาก อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าไปเก็บกินได้ หรือถ้าหากว่าในช่วงผลิดอกออกผลขึ้นมา ก็นำไปขาย เอาเงินเอาทองมาในการพัฒนาวัด จนกระทั่งได้รับวลีที่ว่า "พ่อตี๋ทำไร่" เพราะว่าท่านทำไร่จริง ๆ
ปฏิปทาคล้ายคลึงกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จังหวัดนครปฐม ที่ท่านทำไร่ทำนาทั้งวัน จนกระทั่งมีชาวบ้านไปฟ้องร้อง จนในกรุงเทพฯ ต้องส่งพระสังฆการีมาสอบสวนท่าน ไปถึงก็ยังเห็นท่านเทียมวัวไถนาอยู่เลย เมื่อได้ยินว่ามีพระผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯ มาสอบสวนว่าท่านไม่ยอมทำกิจของสงฆ์ เอาแต่ทำนาทำไร่ ท่านบอกว่าชาวบ้านยกนาให้ เพื่อที่ทำแล้ว กัลปนาผลที่เกิดขึ้นเป็นสิทธิของวัดตาก้อง ท่านจะได้เอาส่วนนั้นมาพัฒนาวัด ใครว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติในกิจของสงฆ์ ท่านสามารถท่องปาฏิโมกข์ถอยหลังได้ ว่าแล้วก็ท่องให้ฟัง จนพระสังฆการีต้องยอมกราบแล้วลากลับไป
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:49
|