ดูแบบคำตอบเดียว
  #4  
เก่า วันนี้, 00:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,814
ได้ให้อนุโมทนา: 160,922
ได้รับอนุโมทนา 4,529,508 ครั้ง ใน 37,430 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

หลายท่านก็งงว่า "ทำไมพระพุทธศาสนาที่สุโขทัย จึงต้องมาจากนครศรีธรรมราช ?" ก็เพราะว่าบรรดาเมืองท่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเมืองตามพรลิงค์ก็ดี เมืองตะโกลาก็ตาม ตลอดจนกระทั่งเมืองศรีธรรมาโศกราชนั้น ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ทางด้านริมฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นขอบเขตของจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบันนี้

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พระภิกษุสงฆ์ของเราที่จะศึกษาพระธรรมวินัยในแผ่นดินพุทธภูมิก็ดี พระภิกษุสงฆ์จากลังกาประเทศ หรือว่าอินเดียตอนใต้ที่ศึกษาดีแล้วในแดนพุทธภูมิก็ตาม ย่อมเดินทางไปมาหาสู่กับสุวรรณภูมิ และต้องมาขึ้นลงเรือที่บริเวณนครศรีธรรมราชกันทั้งนั้น

เมื่อมาแล้ว ได้ทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังไปจนถึงสุโขทัย ซึ่งตอนนั้นเป็นประเทศหรือว่าอาณาจักรทางด้านตอนบน เมื่อเป็นเช่นนั้น องค์กษัตริย์จึงได้ส่งทูตมาอาราธนาพระเถระ ซึ่งได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญชำนาญในพระไตรปิฎก ไปสั่งสอนประชาชนที่อาณาจักรสุโขทัย แล้วก็วางรากฐานในการปกครองสุโขทัยสืบ ๆ มา โดยที่มีบรรดา "พระครูหัวเมือง" หรือ "พระครูต่างจังหวัด" ช่วยในการบริหารคณะสงฆ์ เหล่านี้เป็นต้น

ทำให้การปกครองคณะสงฆ์สมัยนั้น สืบทอดรูปแบบมาถึงอาณาจักรอยุธยา ดังที่เราจะเห็นว่าบรรดาพระเจดีย์ในอาณาจักรสุโขทัยก็ดี อาณาจักรอยุธยาก็ตาม จะมีรูปแบบที่เรียกกันว่า "พระเจดีย์ทรงลังกา"

ดังนั้น..การที่พระมหากษัตริย์ให้การอุปถัมภ์ค้ำชู ย่อมทำให้พระพุทธศาสนาซึ่งได้รับการอุปถัมภ์นั้น เจริญรุ่งเรืองมั่นคงสืบเนื่องกันมา จนถึงยุคกรุงธนบุรี ก็จะเห็นพระราชปณิธานของ "สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี" หรือที่พวกเราเรียกกันว่า "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" ซึ่งได้จารึกเอาไว้ชัดเจนว่า

"อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา แด่ศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี สมณะพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม ฯ" เหล่านี้เป็นต้น

ครั้นมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน คือองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งหนึ่งประการใดซึ่งพอจะกระทำในลักษณะกตเวทิตา เพื่อตอบแทนคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางคณะสงฆ์ของเราก็จะจัดอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและตอบแทนพระคุณ ที่ให้การอุปถัมภ์ค้ำชูมาโดยตลอด

ดังนั้น..ญาติโยมบางส่วนซึ่งตั้งคำถามว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์มีไว้ทำอะไร ?" "พระสงฆ์มีไว้ทำอะไร ?" ถ้าบุคคลที่ไร้ปัญญาขนาดนั้น ก็ปล่อยให้ไปตามทางของเขา ถ้าพูดแบบไม่เกรงใจก็คือ "ปล่อยเขาไปที่ชอบ..ที่ชอบเถิด"

ท่านทั้งหลายซึ่งมีปัญญาเพียงพอ เห็นว่าสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สร้างความเจริญมั่นคงให้กับประเทศชาติของเราอย่างไร เราก็ทำการอุปถัมภ์ค้ำชูและแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีของเรา โดยที่ไม่ต้องไปสนใจคำถามจากบุคคลโง่เขลาเบาปัญญาเหล่านั้น

เมื่อพวกเรากระทำดีจนถึงที่สุดแล้ว ก็ย่อมเห็นเองว่า ธรรมดาของบุคคลผู้ไร้ปัญญา ก็ย่อมมีแต่ลงไปในทางต่ำ บุคคลที่มีปัญญาย่อมแสวงหาทางขึ้นสู่ที่สูงของตนเอง

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:00
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา