วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพต้องบันทึกเสียงก่อนเวลา เนื่องเพราะว่าทางคณะผู้บริหารและครูบาอาจารย์ของโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ได้นัดให้คณะกรรมการสถานศึกษาไปร่วมกันเป็นเจ้าภาพงานศพคุณแม่วิรัช ทับเที่ยง โยมแม่ของพระครูศิริวรรณโสภิต, ดร. เจ้าอาวาสวัดธารน้ำร้อน เจ้าคณะตำบลท่าขนุน เขต ๒
อากาศเมื่อเช้าของทองผาภูมิยังอยู่ที่ ๑๙ องศาเซลเซียส แต่ถ้าเป็นเครื่องวัดที่เขื่อนวชิราลงกรณจะอยู่ที่ ๑๖ องศาเซลเซียส ซึ่งไอ้ตัวเล็ก (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) บอกว่าเหมือนกับอยู่คนละประเทศ เนื่องเพราะว่าอากาศที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ ๒๖ - ๒๗ องศาเซลเซียส
กระผม/อาตมภาพยังคิดว่า ระยะนี้ทองผาภูมิของเราอากาศไม่ค่อยจะเย็น เนื่องเพราะว่าสมัยที่มาอยู่ทองผาภูมิใหม่ ๆ และสร้างที่พักสงฆ์เกาะพระฤๅษี ตอนเดือนเมษายน ญาติโยมจะมาเล่นน้ำสงกรานต์ แต่ต้องลากผ้าห่มนวมคนละ ๒ ผืนห่มไปทำวัตรเช้าแทน..! เนื่องเพราะว่าอากาศช่วงเช้ายังอยู่ที่ ๑๒ - ๑๓ องศาเซลเซียสอยู่เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงสงกรานต์แล้ว
จะเห็นว่าสภาวะโลกร้อนนั้นปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด ก็คือ ภูมิอากาศมีแนวโน้มที่อุณหภูมิสูงขึ้นแทบทั้งโลก จนกระทั่งเกิดภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลาย จนกระทั่งบรรดาญาติโยมจำนวนหนึ่งเกิดวิตกจริตว่า น้ำแข็งขั้วโลกละลายแล้วจะเกิดน้ำท่วมโลก กระผม/อาตมภาพก็สงสัยว่า พวกเราเรียนฟิสิกส์เบื้องต้นมาแล้ว น่าจะลืมกันไปหมดว่า เวลาน้ำกลายเป็นน้ำแข็งนั้น จะขยายปริมาตรขึ้นมามาก ดังนั้น..ถ้าน้ำแข็งละลายก็จะลดปริมาตรลง แทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นสักเท่าไรเลย ดังนั้น..ต่อให้ละลายหมดขั้วโลก ก็น่าจะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น..!
ความจริงไม่คิดจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่เห็นหลายท่านวิตกจริตว่ากรุงเทพฯ จะจมน้ำบ้าง ภาคกลางของไทยน้ำจะท่วมไปถึงนครสวรรค์บ้าง กระผม/อาตมภาพอยากจะบอกกับทุกท่านว่า เมื่อสมัยพันกว่าปีที่แล้วนั้น ปากน้ำโพของเราอยู่ติดกับทะเล..! เพราะฉะนั้น..น้ำท่วมถึงนครสวรรค์นั้นเป็นเรื่องปกติของยุคนั้น มาระยะหลังพื้นดินค่อย ๆ งอกเพิ่มขึ้นมาจากการที่น้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินลงมาทับถมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น..พื้นที่ของเราจึงได้ค่อย ๆ เลื่อนออกมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ส่วนของกรุงเทพฯ นั้นก็คือดินตะกอนปากแม่น้ำนั่นเอง ซึ่งบรรพบุรุษของเรานั้นได้ค้นพบว่า เป็นสถานที่เหมาะสมในการเพาะปลูกเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมา ณ พื้นที่นั้น และสนามหลวงหรือทุ่งพระเมรุในสมัยก่อนนั้น ไม่ได้มีเอาไว้แค่เผาศพเจ้านายเฉย ๆ หากแต่ว่าเป็นที่ทำนาของพระเจ้าแผ่นดินด้วย เป็นการทำนาเพื่อหวังผลจริงจัง ไม่ใช่ทำในลักษณะประเพณีแบบแรกนาขวัญอย่างทุกวันนี้
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 01:20
|