ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะเข้าถึงตัวสุดท้ายก็คือ "นิพฺพานํ" ที่บาลีแปลว่า "ธรรมชาติที่หาความเสียดแทงมิได้" ก็คือ "วารณะ" สภาพเหมือนลูกศรที่แหลมคม คอยทิ่มแทงให้เราเจ็บปวดอยู่เสมอ "นิระ" คือ ไม่มี เพียงแต่ว่าของเรามาใช้ภาษาบาลี ไม่ใช่สันสกฤต ดังนั้น.. "นิระ + วารณะ" จึงเหลือแค่ "นิพพานะ" หรือ "นิพพาน" คือ "การเข้าถึงความดับ ชนิดที่หาความเสียดแทงต่าง ๆ ไม่ได้" สภาพจิตก็จะมั่นคง ไม่ไหลไปกับการปรุงแต่งทั้งปวง รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ แต่ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
ตรงจุดนี้ นักปฏิบัติธรรมต้องระวังให้จงหนัก อย่างแรกก็คือสภาพจิตที่สงบระงับแบบนี้ เกิดจากอำนาจของฌาน หรือว่าเกิดจากการที่เรามีปัญญาเข้าถึงและปล่อยวางได้จริง ๆ
ลำดับต่อไปก็คือ ความสงบระงับนั้นเป็นความสงบระงับอยู่ในระดับใด ? ท่านที่เข้าถึงปฐมฌานละเอียด บางทีก็นึกว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว เพราะว่ามีสติ รู้เท่าทันกิเลสอยู่ตลอดเวลา สมาธิทรงตัว ไม่ต้องบังคับก็อยู่กับลมหายใจเข้าออก หรือการภาวนาโดยอัตโนมัติ บางทีเราก็จะหยุดอยู่แค่นี้ ไม่ไปต่อ เพราะคิดว่าเข้าถึงแล้ว
ข้อต่อไปก็คือต้องระมัดระวังว่าเป็นอุปกิเลสหรือเปล่า ? ลองไปศึกษาอุปกิเลสดู ตั้งแต่โอภาส ปีติ ปัสสัทธิ ไล่ไปเรื่อย ก็คือบางอย่างเกิด "โอภาส" แสงสว่างขึ้น ซึ่งเป็นอำนาจของสมาธิขั้นต้นเท่านั้น แต่คนส่วนหนึ่งไปคิดว่าตนเองบรรลุมรรคผลแล้ว
หรือเกิด "ปีติ" มีความอิ่มเอิบใจชุ่มชื่นใจ ปฏิบัติธรรมแบบไม่เบื่อไม่หน่าย ข้ามวันข้ามคืนก็อยู่ได้สบาย ๆ จึงไปคิดว่าตนเองบรรลุแล้วก็มี
"ปัสสัทธิ" คือ เข้าถึงความสงบระงับของจิต รัก โลภ โกรธ หลง เกิดไม่ได้ชั่วคราว คิดว่าบรรลุแล้วก็มี
"ปัคคาหะ" มีความเพียรเป็นอย่างยิ่ง ปฏิบัติกันหามรุ่งหามค่ำ ๗ วัน ๗ คืน ไม่คลอนแคลนไปไหน คิดว่าตนเองบรรลุแล้วก็มี เหล่านี้เราต้องระมัดระวังให้จงหนัก
ที่หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงท่านบอกว่า อย่าคิดว่าเราดีแล้ว ตราบใดที่ยังมีร่างกายนี้อยู่ ยังหาความดีจริงไม่ได้ ก็คืออย่าไปด่วนสรุปว่าเราน่าจะเป็นอย่างนั้นแล้ว น่าจะเป็นอย่างนี้แล้ว
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:00
|