ต่อไปก็คือ "ปิปาสวินโย" บาลีแปลว่า "นำเสียซึ่งความระหาย" ปัจจุบันคำว่า "ระหาย" เรามาใช้คำว่า "กระหาย" แทน ก็คือ ความอยากที่คอยกระตุ้นให้เราทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อตนเอง อย่างเช่น กระหายน้ำ ก็ต้องหาน้ำมาดื่ม เป็นต้น
ต่อไปก็คือ "อาลยสมุคฺฆาโต" "ถอนเสียซึ่งความอาลัยทั้งปวง" ก็คือ ไม่ไปห่วงหาอาวรณ์กับสิ่งต่าง ๆ แล้ว เพราะเห็นชัดเจนว่าไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ถ้าหากว่าเห็นอย่างเดียวยังไม่ถือว่าใช้ได้ ต้องเห็นแล้วปล่อยวางได้ จึงจะถือว่าเข้าถึงอย่างแท้จริง
ข้อต่อไปคือ "วฏฺฏูปจฺเฉโท" แปลว่า "ตัดขาดซึ่งวัฏฏะ" สภาพจิตมาถึงตรงนี้ จะไม่ปรุงไม่แต่งอะไรแล้ว เรียกง่าย ๆ ว่า สิ้นคิด รู้ว่าอะไรดีก็ทำ รู้ว่าอะไรชั่วก็ละ ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น กิเลสก็ไม่สามารถที่จะบงการให้เรากระทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกรรมได้ ในส่วนที่ทำก็สักแต่ว่าทำ ในเมื่อไม่มีกรรมเป็นตัวกำหนด วัฏฏะคือการเวียนว่ายตายเกิด ก็ขาดลงไปเองโดยอัตโนมัติ
ต่อจากนั้นไปก็คือ "ตณฺหกฺขโย" แปลว่า "ถอนเสียซึ่งความอยากทั้งปวง" ไม่ว่าจะอยากมี อยากได้ อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าความไม่อยากนั้น ความจริงแล้วก็คืออยากนั่นเอง อย่างเช่นว่าไม่อยากแก่ คือ อยากจะไม่แก่ ไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วย ก็คือ อยากจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่อยากตาย ก็คือ อยากจะไม่ตาย เพียงแต่ใช้คำพูดตรงกันข้ามเท่านั้น ที่ภาษาบาลีท่านใช้คำว่า "วิภว" ก็คือสภาพที่ต่างออกไป แต่ความหมายยังคงเป็นอันเดียวกัน
ดังนั้น..ในส่วนของการถอนเสียซึ่งความอยากทั้งปวง ก็เกิดจากการที่เราไม่กระทำนั่นเอง คำว่าไม่กระทำในที่นี้ก็คือ การไม่กระทำด้วยสภาพจิตที่ปรุงแต่ง
สักแต่ว่าทำ เพราะว่าสภาพร่างกายนี้ยังคงต้องรักษาเอาไว้ หิวก็หาให้กิน กระหายก็หาให้ดื่ม เจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษาพยาบาล แต่สภาพจิตไม่ได้ไปยึดในร่างกายนี้แล้ว สักแต่ว่าเป็นที่พึ่ง สักแต่ว่าเป็นที่อาศัย ตายเมื่อไรก็จบกัน
ก็จะเข้าถึงอีกระดับหนึ่งก็คือ "นิโรโธ" แปลว่า "ความดับสนิท ปราศจากเชื้อ" ก็คือไม่เหลืออะไรที่จะก่อให้เกิดได้อีกแล้ว
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:56
|