เรื่องพวกนี้เป็นรหัสลับในวงการวัดจีนก็คือ ถ้าหากว่าถือกระบี่ห้อยลง แปลว่าวัดนั้นไม่มีอาหารเจเลี้ยง ถ้าต้องการ ต้องสั่งทางวัดทำให้และบริจาคเงินอย่างเดียว ถ้าถือในลักษณะกึ่งกลางลำตัวแบบของวัดหยวนทงซื่อนี้ ก็คือมีอาหารเจเลี้ยง จะทำบุญหรือไม่ทำบุญก็ได้ แต่ถ้าหากว่าถือกระบี่สูงเลยหัวเมื่อไร วัดนั้นเลี้ยงฟรีอย่างแน่นอน..!
พวกเราเดินเลยเข้าไปอีกหน่อยก็เป็นวิหารกลางน้ำ ซึ่งอายุนับพันปีมาแล้ว แม้กระทั่งช่วงกบฏนักมวยปฏิวัติรัฐประหารทำการเผาวัดแห่งนี้ วิหารกลางน้ำก็ยังคงอยู่รอดปลอดภัย เพราะว่ามีน้ำล้อมรอบ พวกเราเดินเลยอ้อมวิหารเข้าไป จนกระทั่งไปกราบพระพุทธเจ้า ๓ กาล คือ อดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล กระผม/อาตมภาพหยอดตู้และถ่ายรูปไปเรื่อย แล้วพาทุกคนอ้อมไปด้านหลังที่เป็นวิหารทรงไทย หน้าตาประหลาดมาก เพราะว่าคนจีนสร้าง ทำอย่างไรก็ไม่เหมือนคนไทย ยอดมณฑปก็เลยกลายเป็นเหลี่ยม ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ ?!
ที่นี่มีพระสำคัญก็คือพระพุทธชินราชจำลององค์ใหญ่ ซึ่งสมัย "พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์" เป็นนายกรัฐมนตรี ได้อัญเชิญมาถวายวัดหยวนทงซื่อ เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ปรากฏว่าทางวัดกำลังมีการทำวัตรเช้า สวดมนต์ เคาะไม้บักฮื้อ หรือภาษาจีนกลางว่า "มู่อวี๋" ตลอดจนกระทั่งสั่นกระดิ่งเข้าจังหวะกันอยู่ พวกเราจึงไม่ได้เข้าไปกราบพระพุทธชินราชถึงภายใน ได้แต่ถ่ายรูป หยอดเงินทำบุญ แล้วถอยออกมาไปดูบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ตอนนี้มีสารพัดข้อความจารึกเพิ่มขึ้นมาอีกมาก
ครั้นถ่ายรูปในบริเวณรอบข้างจนเสร็จแล้ว พวกเราก็เดินอ้อมกลับออกมาทางด้านทางออก ปรากฏว่ามีคณะทัวร์ชาวไทยอีก ๑ คณะเดินทางเข้ามาถึง มีการตะโกนถามว่า "ท่านมาจากที่ไหน ?" กระผม/อาตมภาพตอบว่า "กาญจนบุรี" "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ อุตส่าห์ช่วยตอบว่า "วัดท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี" แต่กระผม/อาตมภาพเดินหนีไปไกลแล้ว เพราะกลัวว่าจะมีคนรู้จัก..!
ได้ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ซึ่งมีอาคารหอพระวิหาร ๕ ชั้น เป็นของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์เมืองคุนหมิง เอาไว้ให้นิสิตนักศึกษาและครูบาอาจารย์ ได้ประกอบพิธีทางศาสนาและสวดมนต์ทำวัตรร่วมกัน เข้าไปถึงแล้วก็เห็นพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์เด่นตระหง่านอยู่ภายใน
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:52
|