ถ้าพวกเราดูเนื้อหาในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง ๔ บรรพ มาจากคำว่า ปัพพะ คือตอน เราจะเห็นว่าประกอบไปด้วย
อานาปานปัพพะ คือลมหายใจเข้าออก ตอนเดียวก็จบได้แล้ว
อิริยาปถปัพพะ กล่าวถึงอิริยาบถและสัมปชัญญะ คือการรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ว่าจะยืน จะนั่ง จะเดิน จะพูด จะคุย มีสติอยู่เสมอ เป็นต้น
ไล่ไปเรื่อยถึงสัมปชัญญปัพพะ
แล้ววิกายะ ในส่วนของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานก็จะไปจบลงที่นวสีวถิกาปัพพะ ก็คือดูสภาพร่างกายที่เหมือนซากศพ ๙ อย่าง
เฉพาะตอนแรกก็ว่าไปเป็นสิบ ๆ หนทางแล้ว แล้วไหนบอกว่าเป็นหนทางเดียว ? เพราะฉะนั้น..ใครอยู่ใกล้ ๆ แล้วเขาบอกว่าเป็นหนทางเดียว ทางอื่นไม่ใช่ ก็ช่วย "โบก" ให้คว่ำเลย..! แล้วบอกว่าหลวงพ่อวัดท่าขนุนฝาก "โบก" มา เพราะฉะนั้น..เราไม่ผิด เราแค่รับฝากมา "โบก" ให้..!
คราวนี้เราจะเห็นว่า ในส่วนของอานาปานปัพพะในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าขึ้นลมหายใจเข้าออกก่อนเพื่อนเลย ก็แปลว่าไม่ว่าเราจะประพฤติปฏิบัติหลักไหนก็ตาม จะทิ้งลมหายใจเข้าออกไม่ได้ เพราะว่าสมาธิเกิดจากลมหายใจเข้าออก คือการตามดู..ตามรู้..ลมเข้า ตามดู..ตามรู้..ลมออก อานาปา อานากับอาปานะ..หายใจเข้ากับหายใจออก รวมกันแล้วก็เลยเป็นอานาปานะ อานาปานสติคือสติที่ไปกับลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
พวกเราส่วนใหญ่ที่ทำผิดวิธีการ ก็มักจะเกิดจากการบังคับลมหายใจ ให้หายใจตามปกติ แค่เอาสติทั้งหมดของเราตามดูตามรู้เข้าไปจนสุด ตามดูตามรู้ออกมาจนสุดเท่านั้น มีหน้าที่อยู่แค่นี้ อย่างอื่นไม่ใช่
เมื่อเราทำอย่างนั้นแล้วก็จะเกิดอาการต่าง ๆ เกิดขึ้นกับร่างกาย ตามจิตที่ละเอียดขึ้น อย่างเช่นว่าขนลุก น้ำตาไหล ร่างกายโยกโคลง หรือดิ้นตึงตังโครมครามเหมือนผีเจ้าเข้าสิง บางคนก็รู้สึกว่าตัวพอง ตัวแตก ตัวระเบิด ตัวรั่วเป็นรู บางคนก็ลอยขึ้นทั้งตัว ลอยไปไกล ๆ พวกนี้ยังไม่ได้ขึ้นชั้นประถมหนึ่งเลย ที่ฝรั่งฮือฮานักหนาว่า พระลามะนั่งขัดสมาธิไม่ถึงครึ่งนาทีก็ลอยพ้นพื้นมาเป็นเมตร นั่นแค่เป็นอุเพ็งคาปีติ ก็คือปีติขั้นที่สี่เท่านั้น
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-01-2026 เมื่อ 01:43
|