อาหารวันนี้แยกกันคนละหม้อ โดยที่กระผม/อาตมภาพนั้นได้เนื้อไก่กับเนื้อหมู "หลวงพ่อนิล" (พระครูวินัยธรธวัชชัย ชาครธมฺโม) ประธานที่พักสงฆ์อาศรมศรีชัยรัตนโคตร จังหวัดสกลนคร ได้อาหารเจ ซึ่งมีไข่อยู่ด้วย สำหรับท่านอื่น ๆ เป็นอาหารทะเล
ส่วนที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือหอยนางรมและหอยแมลงภู่ โดยที่ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล บอกว่า "หลวงตาไม่ฉันอาหารทะเล" จึงได้สั่งหมูและไก่ให้ฉันโดยเฉพาะ แต่เมื่อเขี่ยดูในสิ่งที่เขาส่งมาให้แล้ว เจอสาหร่ายทะเลและแมงกะพรุนด้วย จึงทำให้กระผม/อาตมภาพต้องเปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่ว่า สาหร่ายทะเลและแมงกะพรุนไม่ใช่อาหารทะเล..!
พวกเราจัดแจงกวาดเอาสารพัดผัก ตลอดจนกระทั่งเนื้อสัตว์ที่ตนเองได้รับใส่ลงหม้อไป กินกันอย่างมีความสุข โดยเฉพาะคนไม่กลัวร้อนอย่างกระผม/อาตมภาพ ถึงขนาดซดน้ำจนหมดหม้อเลยทีเดียว..! แล้วก็ต้องออกไปยืนตากลมทางด้านนอก รอพวกเราที่กว่าจะตามมา กระผม/อาตมภาพก็เริ่มหนาวแล้ว..!
ครั้นพวกเราออกมาครบถ้วน "คุณน้ำทิพย์" ก็พาเดินลัดไปค่อนข้างไกล โผล่ออกไปยังเวทีกลางแจ้งขนาดมหึมา ซึ่งมีการแสดงโชว์ของผู้กำกับชื่อดัง คือ "จางอี้โหมว" แสดงในชุด "ความภาคภูมิใจของชาวลี่เจียง" สามารถที่จะกำกับคนหลายร้อยคนให้แสดงอย่างพร้อมพรักพร้อมเพรียงกันได้..!
เป็นการแสดงออกซึ่งการพบแผ่นดินแห่งนี้ของบรรดาชาวน่าซี โดยที่ปล่อยใจให้ตามการชักนำของเทวดา ที่ดลใจให้ทุกคนฝ่าทุ่งหิมะ ตลอดจนกระทั่งขุนเขาลำธาร ข้ามมาจนถึงบริเวณลี่เจียงในปัจจุบันนี้ แล้วก็มีตำนานความรักของหนุ่มสาวที่ไม่สมหวัง ชวนกันไปขี่ม้ากระโดดลงหน้าผา..! กลายเป็นอะไรที่มีหลายอารมณ์ เนื่องเพราะว่าจะมีการแย่งชิงพื้นที่จนเกือบจะก่อเกิดสงคราม แต่ก็มีผู้มาห้ามทัพ บอกว่าพื้นที่มีมากพอสำหรับทุกคน บรรดาชนเผ่าต่าง ๆ ที่มาถึง จึงแบ่งสันปันส่วนพื้นที่กัน ก่อสร้างจนกระทั่งเป็นเมืองลี่เจียงนี้ขึ้นมา
โชว์นั้นแสดงอยู่ ๑ ชั่วโมงเต็ม ๆ ระหว่างช่วงท้าย มีคนเริ่มลุกออกไปทีละคณะ เพราะว่าไม่อยากไปเบียดเสียดเยียดยัดเวลาออกพร้อม ๆ กัน แต่ว่าพวกเราดูจนถึงช่วงสุดท้าย ถึงได้ลุกเดินตาม "คุณน้ำทิพย์" ออกไป โดยมี "แม่หญิงเปิ้ล" และ "ไกด์ไก่" คอยปิดท้ายอยู่ด้านหลัง ตามมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ซึ่งอาแปะแกทำหน้าที่ได้ดีมาก ๆ พาพวกเราออกไปชี้ให้ดูว่ารถจอดอยู่ตรงไหน ?
เมื่อขึ้นรถมาแล้ว พวกเราต้องปลดเครื่องกันหนาวออกกันคนละชิ้นสองชิ้น เหตุเพราะว่าอากาศเริ่มร้อนมากแล้ว เมื่อพร้อมแล้วก็วิ่งต่อไปยังบริเวณที่เรียกว่า "อุทยานน้ำหยก" เพราะว่าขนานไปกับเทือกเขาหิมะมังกรหยก และมีสระน้ำขนาดใหญ่ ๆ เล็ก ๆ ซึ่งสะสมน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมะเอาไว้ ถ้าแล้งกว่านี้ บริเวณสระน้ำก็จะกลายเป็นทุ่งหญ้าเช่นกัน
พวกเรามาลงบริเวณลานจอดรถของอุทยานน้ำหยก ที่ลมค่อนข้างจะแรง จึงต้อง "จัดเต็ม" ด้วยการสวมเอาเครื่องกันหนาวกลับเข้าไปใหม่ เมื่อถ่ายรูปบริเวณป้ายหินแล้ว ค่อยเดินผ่านเครื่องนับเข้าไปทางด้านใน โดยมีอาแปะ มัคคุเทศก์ท้องถิ่นคอยแจ้งว่าพวกเรามีคนไหนบ้าง ? มีกี่คน ?
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 01:22
|