ประมาณ ๗ โมงครึ่ง พวกเราไปถึงหน้าสถานที่ ลงจากรถมาก็สะท้านเฮือกทีเดียว เนื่องเพราะว่าตอนนั้นอากาศอยู่ที่ - ๒ องศาเซลเซียส เดินตาม "คุณน้ำทิพย์" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นจากเมืองสิบสองปันนา ซึ่งตอนนี้แทบจะไม่ได้อยู่บ้านอยู่เมืองของตนเอง เพราะว่าต้องรีบทำงานหาเงินเอาไว้ใช้ เนื่องจากว่าไม่ได้แต่งงาน..! เข้าไปถึงบริเวณที่ต้องสแกนกระเป๋า ผ่านเข้าไปแล้วพวกเรายังต้องเดินเข้าไปอีกหลายช่วง แต่ละช่วงบางทีก็มีคอกอยู่ในลักษณะให้เดินวนซ้ายขวาซ้ายขวาไปเรื่อย ในลักษณะจำกัดไม่ให้นักท่องเที่ยวกระจัดกระจายออกนอกเส้นทาง
เมื่อมาถึงบริเวณที่จะสแกนตั๋ว เจ้าประคุณเถอะ...โทรศัพท์มือถือของ "อาแปะ" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นของเรา ไม่สามารถที่จะเปิดข้อมูลได้..! ครั้นแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่สองคนมาช่วยกันใช้โทรศัพท์ตนเอง ก็ไม่สามารถที่จะเปิดได้เช่นกัน พวกเรารออยู่ ๑๐ กว่านาที จึงต้องถอยออกมาให้คณะอื่นแซงหน้าขึ้นไปก่อน..!
ทางเติมเต็มทราเวลแก้ไขด้วยการส่งรายชื่อที่พิมพ์มา ให้ "อาแปะ" ไปจัดการเปลี่ยนตั๋วชุดใหม่ เมื่อได้มาแล้ว พวกเราจึงสแกนตั๋วเข้าไปทางด้านใน เพื่อขึ้นรถบัสของทางอุทยาน วิ่งขึ้นไปยังเทือกเขาหิมะมังกรหยก การล่าช้าทำให้พวกเราโชคดี เนื่องเพราะว่าท้องฟ้าเปิด เห็นแสงอาทิตย์ส่องจับยอดเขาหิมะมังกรหยก เหลืองอร่ามประหนึ่งทองคำ ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้จะเปิดให้เห็นครั้งละไม่กี่วินาทีเท่านั้น บังเอิญกระผม/อาตมภาพมือไว จึงสามารถถ่ายรูปมาได้..!
ครั้นพวกเราวิ่งไปสุดทางที่บริเวณความสูง ๓,๓๕๖ เมตร ไม่มีเวลาอ้อยอิ่งถ่ายรูปกันบริเวณหินแกะสลักบอกความสูงแล้ว หากแต่ต้องรีบเดินเข้าไปภายในอาคาร เพื่อที่จะสแกนตัวและสแกนตั๋วกันอีกครั้งหนึ่ง แล้วขึ้นกระเช้าที่พาพวกเราขึ้นไปบนยอดเขา โดยที่สามารถนั่งได้คันละ ๖ คน
บรรดาท่านที่ช้าก็มาไม่ทัน พวกเราพระ ๕ รูป และ "คุณน้ำทิพย์" พรวดขึ้นไป ยังไม่ทันจะนั่งได้เต็มก้น ลิฟท์ก็โดนกระชากลอยละลิ่วขึ้นยอดเขาไปแล้ว..! ใช้เวลาขึ้นยอดเขาประมาณ ๘ นาที แต่ด้วยความที่ว่าลิฟท์นี้มีช่องเล็ก สามารถที่จะเปิดแล้วยื่นมือออกไปถ่ายรูปข้างนอกได้ เนื่องเพราะว่าช่วงล่างนั้น ไอตัวของพวกเราออกมาจับกระจกจนเป็นฝ้าหมด ในเมื่อสามารถเปิดและยื่นมือออกไปได้ กระผม/อาตมภาพจึงสามารถถ่ายภาพทะเลหมอกและพระอาทิตย์กำลังขึ้น พร้อมทั้งยอดเขาหิมะมังกรหยกเอาไว้ได้ ในลักษณะที่ใครเห็นก็ชมว่างามสุด ๆ ไปเลย..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-01-2026 เมื่อ 15:23
|