ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันเสาร์ที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๙
(เสียงตามสายจบ) สรุปว่าหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านเทศน์ว่าอะไร ? ฟังตั้งแต่ต้นจนจบแต่จำไม่ได้..!?
หลวงพ่อท่านเทศน์เรื่องของ "กรรมบถ ๑๐" ก็คือคนที่รักษาศีล ๕ ได้แล้ว ควรที่จะเพิ่มความละเอียดให้มากขึ้น อย่างเช่นว่าปกติศีล ๕ เราไม่ฆ่าสัตว์ แต่อาจจะมีการทำร้ายสัตว์โดยทำไม่ถึงตาย แต่ถ้าเป็นกรรมบถ ๑๐ เราไม่ฆ่าสัตว์ แล้วก็ไม่ทำร้ายสัตว์ให้ลำบากด้วยเจตนา เป็นต้น ถ้าหากว่าศีล ๕ เราไม่ลักขโมย ถ้าเป็นกรรมบถ ๑๐ แม้แต่คิดอยากได้ของเขาก็ไม่มี ซึ่งความละเอียดส่วนนี้ที่เพิ่มขึ้นมา ถ้าศีล ๕ เป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน กรรมบถ ๑๐ ก็เป็นคุณสมบัติของพระสกทาคามี
เรียกว่าฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่สามารถจับเอามากระเดียดได้ ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม อะไรที่เรายังทำไม่ถึง ฟังแล้วจะเหมือนกับผ่านหูไปเฉย ๆ อะไรที่ฟังแล้วสะดุดหู รู้สึกว่าตรงใจ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
ในยุคสมัยการปฏิบัติธรรมแรก ๆ กระผม/อาตภาพอ่านตำราหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ก็ไปขีดเน้นว่าตรงนี้สำคัญ..ตรงนี้สำคัญ หลังจากนั้นพออ่านทวนไปเรื่อย ๆ ก็ อ้าว..ตรงนี้ก็สำคัญ แล้วทำไมคราวที่แล้วเราไม่ได้ขีดเอาไว้ ? ก็เพราะว่ากำลังใจยังไปไม่ถึงจุดนั้น ก็เลยไม่เข้าใจว่าความสำคัญคืออะไร อ่านไปอ่านมาสำคัญทั้งเล่ม..!
ต้องกราบขอขมาพระรัตนตรัย ขออภัยเป็นอย่างสูงที่บังอาจไปขีดเน้นว่าตรงนี้สำคัญ ตรงโน้นเว้นไว้เพราะไม่สำคัญ ก่อให้เกิดโทษกับตัวเองเสียเปล่า ๆ..
นั่นคือพัฒนาการอย่างหนึ่งของนักปฏิบัติธรรม ที่ทำแล้วต้องปรากฏสิ่งดี ๆ ขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าถ้าโดยประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเรา บางอย่างก็อาจจะติดอยู่เป็นปี ๆ หรือว่าหลายปี เพราะเหตุสองประการ
ประการแรก ไม่เข้าใจเคล็ดลับหรือวิธีการที่จะก้าวผ่านไป
ประการที่สอง กำลังยังไม่เพียงพอที่จะก้าวข้ามจากจุดนั้น
อย่างเช่นว่าถ้าเราทรงความเป็นพระโสดาบันหรือพระสกทาคามีได้ ด้วยอำนาจของปฐมฌานละเอียด อย่าลืมว่าแค่ปฐมฌานละเอียดเท่านั้น เราก็ทรงความเป็นพระอริยเจ้าได้สองระดับ แต่ฌานเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีศีล มีปัญญา เป็นเครื่องช่วยอีก โดยเฉพาะด้านปัญญา
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-01-2026 เมื่อ 03:51
|