กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปไปตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงจุดนัดพบ เจอคุณน้ำทิพย์ถือธงรออยู่ บริเวณนี้มีวณิพกพเนจร ซึ่งอยู่ในลักษณะน่าสงสารมาก เนื่องเพราะว่าแขนก็ไม่มี ขาก็ไม่มี อุตส่าห์ที่จะมาร้องเพลง เสียงดีเสียด้วย กระผม/อาตมภาพจึงควักธนบัตรใบย่อยทั้งหมด ใส่ลงไปในถังใบใหญ่ที่เขาวางรอเอาไว้ อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "สวัสดีครับ ขอบคุณครับ" กระผม/อาตมภาพตอบกลับไปเป็นภาษาจีนแทน ต่างคนก็เลยต่างหัวเราะกัน
เมื่อพวกเรามาถึงกันพร้อมแล้ว เวลาประมาณ ๑๔.๔๕ น. ของเมืองจีน รถยนต์ของเราก็วิ่งต่อไปยังแชงกรีล่า ซึ่งเป็นไฮไลท์ในทริปนี้ของเรา ในระหว่างทางก็ได้จอดเพื่อที่จะเข้าห้องน้ำเป็นระยะไป แต่ขอโทษเถอะ..พวกเราส่วนใหญ่เข้าห้องน้ำแล้ว อาศัยความเร็วเป็นของปีศาจ ก็เลยมีการช็อปปิ้งกันไปเรื่อย ๆ อยู่เหมือนกัน จนกระทั่งมาข้ามแม่น้ำจินซาเจียง ซึ่งก็คือต้นแม่น้ำแยงซีเกียงนั่นเอง แต่เพียงแต่ว่าจินซาเจียง คือแม่น้ำทรายทอง ตอนนี้เป็นชิงสุ่ยเจียงมากกว่า ก็คือกลายเป็นแม่น้ำเขียวใสแจ๋ว ขนานไปกับทิวเขาใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมะมังกรหยก
ด้านหน้าของสะพานซึ่งกำลังข้ามแม่น้ำนั้น มีการปั้นเป็นฝูงจามรีเผือกจำนวน ๕ ตัวกำลังไต่ขึ้นเนิน ซึ่งชาวทิเบตถือว่าจามรีเผือกนั้นเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน ดังนั้น..ขนหางของจามรีเผือกจึงอยู่ในพิธีกรรมพิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีการทางพรต พิธีการทางพระพุทธศาสนา และพิธีการของบรรดาพ่อมดหมอผี ที่เรียกว่านิกายซ่าหม่านของประเทศจีน จนกระทั่งเมื่อเผยแพร่เข้ามาถึงเมืองไทยของเรา ก็กลายเป็นของสูงไปส่วนหนึ่ง ก็คือเป็นส่วนของวาลวิชนี และแส้ปัดหางจามรี ในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของไทยเรานั่นเอง
พวกเราวิ่งมาจนกระทั่งเริ่มขึ้นสู่บริเวณที่สูงเกิน ๓,๐๐๐ เมตรกระผม/อาตมภาพแจ้งต่อแม่นางเปิ้ลทันทีว่ามีอาการปวดขมับแล้ว เพราะว่าออกซิเจนน้อย ทำเอาแม่นางเปิ้ลมีอาการงงมาก เพราะว่าเรื่องของความตาลาย คลื่นไส้ อาเจียนอะไรไม่มี แต่กระโดดข้ามขั้นไปขั้นที่ ๒ เลย ซึ่งกระผม/อาตมภาพเองก็อยู่ในลักษณะนี้มาโดยตลอด จึงขอให้ทางคณะแจกจ่ายออกซิเจนกระป๋องให้กับทุกคน
กระผม/อาตมภาพเองรับมา ๑ กระป๋อง โดยที่ลูกกิฟท์ (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล เป็นคนจ่ายค่าออกซิเจนกระป๋องให้ ในราคากระป๋องละ ๑๐๐ หยวน ถ้าหากว่ามีอาการเมื่อไร ก็ให้ทำการสูดออกซิเจนเสีย ๒ - ๓ ครั้ง แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น แต่ปรากฏว่าบุคคลที่สาธิตนั้น กลายเป็นคุณน้ำทิพย์ที่หมอบกระแตไปก่อน เนื่องเพราะว่าลุกพรวดพราดจากท่านั่งขึ้นมา แล้วก็ต้องมาพูดอธิบาย จึงออกอาการหายใจไม่ทัน..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-01-2026 เมื่อ 03:16
|