เมื่อจ่ายเงินแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินหามุมถ่ายรูปพระธาตุหลวงเมืองลื้อ และบรรดาสัตว์ในวรรณคดีซึ่งยืนเฝ้าประตูอยู่ทุกทิศ ประกอบไปด้วย "นรสิงห์" ซึ่งหน้าตาน่ารักเป็นมิตรมาก "คชสีห์" ที่เป็นราชสีห์หัวเป็นช้าง มีงา "สีหปักษิน" ซึ่งเป็นราชสีห์หัวนก ที่ต่างประเทศเขาเรียกกันว่า "สฟิงซ์" "กินนร กินรี" และ "พญานาค" และมีรูปช้างซึ่งทำเอาไว้ใหญ่โตมโหฬารในลักษณะของวังเคลื่อนที่ ดูแล้วน่าจะเคลื่อนที่ได้จริง ๆ เพราะว่ามีล้อที่เป็นฐานให้ขึ้นไปทางวังเคลื่อนที่ด้านบนด้วย ประมาณว่าพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณออกโปรดโลกมนุษย์ อะไรประมาณนั้น..!
เมื่อเดินวนมาจนครบรอบแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไปหาซื้อดอกบัว สำหรับถวายบูชาพระธาตุหลวงเมืองลื้อ ซึ่งมีราคาตั้งแต่ต่ำจนถึงสูง กระผม/อาตมภาพเลือกดอกที่ราคา ๙๙ หยวน แต่มอบให้กับคนขายไป ๑๐๐ หยวนเต็มเลย คนขายจัดแจงกดปุ่มเปิดไฟบนดอกบัวให้ด้วย เมื่ออธิษฐานลอยถวายเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชาแล้ว บรรดาญาติโยมทั้งหลายที่เห็นก็เลียนแบบเอาอย่างบ้าง
ยังไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงช้างโกญจนาทดังสนั่นหวั่นไหว..! ที่ไหนได้..เจ้าหน้าที่เขามาแล้วก็ขับเคลื่อนเจ้าวังเคลื่อนที่รูปช้างนั้นออกมาจริง ๆ..! กระผม/อาตมภาพเห็นว่าเหลือเวลาอีกแค่ ๕ นาที จึงเดินอ้อมไปดักหน้า จะให้รางวัลคนขับช้างสัก ๑๐๐ หยวน แต่ปรากฏว่า "เงินบูด" เพราะว่าเจ้าหน้าที่ด้านล่างโบกมือไล่..ห้ามเข้าไปใกล้ เนื่องจากการบังคับช้างนั้นจะเห็นเฉพาะตรงหน้าเท่านั้น นอกจากล้อจำนวนมากมายแล้ว ยังมีล้อที่ติดเท้าช้างทั้ง ๔ อีกด้วย ถ้าพลาดขึ้นมา อาจจะโดนทับแบนอยู่ตรงนั้นเอง..!
ในเมื่อจ่ายสตางค์ไม่ได้ กระผม/อาตมภาพจึงเดินไปยืนรอบริเวณที่ขึ้นรถราง เมื่อคณะของเรามาครบก็ขึ้นรถราง วิ่งลงไปขณะที่มีรถรางวิ่งสวนขึ้นมา ๔ - ๕ คันติด ๆ กัน จึงได้บอกกับ "หลวงพ่อนิล" และ "ท่านปิง (พระกวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล)" ว่า เวลาของพวกเราดีมาก มาตอนที่เขายังไม่มาและลงตอนที่เขาแห่กันขึ้นมา..!
รถรางไฟฟ้ามาจอดบริเวณหน้าห้องน้ำช่วงที่ ๒ เมื่อพวกเราเข้าห้องน้ำแล้วก็เดินลงมาทางด้านล่างอีกเล็กน้อย บริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปางลีลาประทานพรองค์ใหญ่มาก ๆ พวกเรากราบสักการะแล้วก็เข้าไปในวิหาร ซึ่งแบ่งออกเป็นตรงกลางส่วนหนึ่ง ด้านซ้าย ด้านขวาอีก ๒ ส่วน และด้านหลังอีก ๑ ส่วน กระผม/อาตมภาพกราบพระแล้ว ก็หยอดตู้ถวายเป็นพุทธบูชาเสียทุกตู้ไป..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:55
|