ประมาณ ๘ โมงครึ่งของเมืองจีน พวกเราก็วิ่งมาถึง "วัดหลวงเมืองลื้อ" ลงไปถ่ายรูปหมู่ ซึ่งมีกล้องพิเศษเพิ่มขึ้นมาหลายตัว เป็นช่างภาพที่รับจ้างถ่ายรูปอยู่แถวนั้นนั่นเอง มีอยู่รายหนึ่งจัดสถานที่ไว้ มีนกยูงมายืนประกอบฉากด้วย ๖ ตัว ชักชวนให้ถ่ายรูป ราคารูปละ ๒๐ หยวน กระผม/อาตมภาพจึงเข้าไปนั่งให้ถ่ายรูป พวกเราก็ช่วยกันถ่ายเป็นการใหญ่ ครั้นจะไปจ่ายสตางค์ ทางเจ้าของร้านบอกว่ายังไม่ต้อง รอตอนกลับออกมา เขาจะมาดักเก็บเงินและส่งรูปให้กับพวกเราเอง
พวกเราต้องซื้อตั๋วแล้วก็ผ่านเครื่องนับจำนวนคนเขาไปข้างใน เข้าไปถึงมีรูปนกยูง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชาวไตลื้อ รำแพนหางอยู่ตัวมหึมา ทั้งสองด้านหน้าตาเหมือนกัน ใครจะยืนถ่ายรูปด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ แล้วยังมีพญาช้างเอราวัณสีขาวเผือกผ่อง อยู่ตรงบริเวณเนินหินอีกด้วย แต่ช้างเอราวัณของชาวไตลื้อมี ๕ เศียร ๕ หาง ก็เลยสงสัยว่าจะเป็นช้างคนละเชือกกับของไทยเราหรือเปล่า ?
พวกเราต้องไปขึ้นรถรางไฟฟ้า วิ่งขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่ตั้งของพระธาตุหลวงเมืองลื้อ พอรถออกวิ่ง กระผม/อาตมภาพก็ถึงกับสะดุ้ง เนื่องเพราะว่าลมที่พัดมานั้นเย็นเอาเรื่องทีเดียว รถวิ่งคดเคี้ยวคดโค้งขึ้นไปตามเนินเขา จนถึงจุดสูงสุดเขาก็จอดให้เราลง พวกเราได้กราบสักการะพระธาตุหลวงเมืองลื้อ ซึ่งสร้างเอาไว้อย่างสวยงาม ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงภาพพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูนก็แล้วกัน หน้าตาคล้าย ๆ ประมาณนั้นเลย
เมื่อถ่ายรูปหมู่กันเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัททัวร์อนุญาตให้เราเดินหามุมถ่ายรูป และเดินดูวิวทางสะพานกระจกกันตามอัธยาศัย โดยคอยบริการแจกถุงสำหรับสวมรองเท้า ซึ่งเป็นถุงที่ป้องกันไม่ให้รองเท้าขีดข่วนสะพานกระจก แต่ทำให้ลื่นชนิดที่เรียกว่าพร้อมจะล้มอยู่ได้ตลอดเวลาแทน..!
กระผม/อาตมภาพเข้าไปยืนชมและถ่ายรูปวิวตัวเมืองลื้อ ซึ่งดูแล้วค่อนข้างจะหนาแน่นเลยทีเดียว เมื่อได้ภาพที่ต้องการแล้ว ก็เดินย้อนออกมาคืนถุงให้กับทางคณะทัวร์ แล้วก็ไปซื้อหาแผ่นแม่เหล็กสำหรับติดประตูตู้เย็น ซึ่งเรียกกันว่า "แม็กเน็ต" เนื่องเพราะว่าทำเป็นรูปช้าง ที่เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของชาวไตลื้อ และมีรูปพระธาตุหลวงเมืองลื้อด้วย ชิ้นละ ๒๕ หยวน เมื่อเลือกแล้ว ปรากฏว่าสาวที่ขายของอยู่บอกว่า มีบางรุ่นที่เป็นรุ่นเก่า ต้องแกะชิ้นนั้นไปเลย ส่วนที่มีรุ่นใหม่ เขาไปค้นอยู่นานกว่าจะได้ชิ้นที่กระผม/อาตมภาพต้องการมาส่งให้
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:48
|