ดูแบบคำตอบเดียว
  #16  
เก่า 13-01-2026, 21:03
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,814
ได้ให้อนุโมทนา: 160,922
ได้รับอนุโมทนา 4,529,508 ครั้ง ใน 37,430 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันเสาร์ที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๙


สรุปว่านั่งรอสิบนาทีก็ยังมาไม่ถึงครึ่งอยู่ดี ทำอะไรช้าแบบนี้ แล้วจะไปแย่งไปชิงอะไรกับเขาไหว ? เราเป็นคนมักน้อยสันโดษ แม้แต่พระนิพพานกูก็ไม่เอาแล้ว..!

วันนี้ตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง จะเริ่มนับปีมะเมีย วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า ไม่ใช่พอลูกเกิดปีนี้ ยังไม่ทันจะถึง ๑ ค่ำ เดือนห้า ก็นับปีมะเมียกันหมด ให้รู้ด้วยว่าโบราณเขานับกันอย่างไร ? ไม่อย่างนั้นแล้วถึงเวลาไปหาหมอดูคู่หมอเดา ก็เพี้ยนกันหมด ทายอะไรไม่ถูกสักเรื่อง ก็เพราะว่าบอกวันเดือนปีไม่ถูก

หมอดูหรือว่าโหราพยากรณ์จัดเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ก็คือองค์ความรู้ที่เขารวบรวมต่อเนื่องกันมาเป็นพัน ๆ ปี จากการสังเกตดวงดาว ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ว่าการโคจรในแต่ละเดือนมีผลต่างกันอย่างไร ? โดยเฉพาะปรากฎการณ์ธรรมชาติ แล้วมนุษย์เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงมีผลกระทบจากการโคจรของดวงดาวต่าง ๆ เพราะว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลเช่นกัน

โบราณาจารย์ได้สังเกตว่า บุคคลที่เกิดในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ถึงเวลาก็ประสบสุข ทุกข์ ดี ชั่ว ใกล้เคียงกัน จึงสรุปลงมาเป็นศาสตร์ ก็คือโหราศาสตร์ แก้ไขข้อบกพร่องผิดพลาดมาเรื่อย ๆ ต่อเนื่องเป็นพันปี เราจะเห็นว่าทางด้านประเทศอินเดีย ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นต้นตำรับโหราศาสตร์ แต่เราก็มีโหราศาสตร์สายจีน มีโหราศาสตร์สายยุโรป ซึ่งทุกชาติทุกภาษาต่างก็มีบุคคลที่รวบรวมเอาองค์ความรู้เหล่านี้มา จนสรุปลงเป็นศาสตร์ สามารถบอกกล่าวแนวทางของชีวิต หรือความเป็นไปของโลกได้แบบคร่าว ๆ

สิ่งที่เขาพยายามสรุปมานั้น ความจริงก็คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน แต่พระองค์ท่านสอนไปที่แก่นแกนต้นเหตุ ก็คือกรรม..การกระทำของเรา บุคคลที่ทำกรรมดีกรรมชั่วมาใกล้เคียงกัน ถึงเวลาผลบุญผลกรรมก็ส่งให้มาเกิดใกล้เคียงกัน ดังนั้น..สิ่งที่ได้รับจึงคล้ายคลึงใกล้เคียงกันไปด้วย
เพียงแต่ว่าโหราศาสตร์นั้นยังไม่รู้จริงไม่รู้แท้ สามารถพึ่งพาอาศัยได้ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเกินความรู้ของทางโหราศาสตร์ แต่ถ้าใครศึกษามาด้านทิพจักขุญาณ สามารถบอกได้ไม่เกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องเพราะว่าอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นพวกกำลังใจเกินมนุษย์มนา ประเภทเถียงหัวชนฝา แถมยังข้างฝาพังอีกด้วย..! บุคคลประเภทนี้ต่อให้บอกว่าไม่ดีอย่างไร ก็ดิ้นรนเอาดีจนได้ จัดเป็นพวกนอกเหตุเหนือผล กำลังใจเกินกว่ากรรมจะสามารถฉุดรั้งเอาไว้ได้..!

ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือมาสายพุทธภูมิ ตั้งใจจะเกิดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง จึงทำให้ต้องสร้างบารมีต่อเนื่องยาวนานกว่าบุคคลทั่วไปหลายเท่า ยิ่งสร้างบารมีมากเท่าไร ความเข้มแข็งของกำลังใจก็มากเท่านั้น ในเมื่อความเข้มแข็งของกำลังใจมีมาก สิ่งที่คนทั่วไปเชื่อถือศรัทธาและบังเกิดผล เมื่อไปเจอบุคคลเหล่านี้กลายเป็นว่าไม่สามารถที่จะส่งผลให้ได้ เพราะว่ากำลังใจของท่านเหนือกว่ามาก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-01-2026 เมื่อ 03:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา